
การเมืองไม่ระคายผิวประกัน
เบี้ยใหม่โดยรวมโตทะลุ4.5หมื่นล้าน นายกฯวินาศภัยฟุ้งขยายตัวได้15%
เบี้ยใหม่โดยรวมโตทะลุ4.5หมื่นล้าน นายกฯวินาศภัยฟุ้งขยายตัวได้15%
ธุรกิจประกันมั่นใจปีนี้โตตามแผน เศรษฐกิจล่วงม็อบการเมืองไร้ผลกระทบ
นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมยังมั่นใจว่าธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะเติบโตได้ถึง 17.3% หรือคิดเป็นเบี้ยประมาณ 4.59 หมื่นล้านบาท ตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตาม
ทั้งนี้ จะแยกเป็นเบี้ยรับรายใหม่ 1.62 แสนล้านบาท เติบโต 24.2% และเบี้ยต่ออายุ 2.97 แสนล้านบาท เติบโต 13.9% โดยมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 86.4%
“การเติบโตของเบี้ยประกันในปีนี้ยังคงได้รับผลต่อเนื่องจากปี 2555 รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจด้วยกันเอง ที่สำคัญประชาชนสามารถหาซื้อประกันได้ง่ายขึ้น โดยผ่านช่องทางขายที่หลากหลาย โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่จะซื้อประกันเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีและออมเงินควบคู่กันไป” นายสาระ กล่าว
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยเองก็ยังไม่ได้มีปรับตัวเลขการเติบโตของปีนี้แต่อย่างใด โดยยังคงเป้าการเติบโตไว้ที่ 15% หรือมีเบี้ยรับรวมขั้นต่ำอยู่ที่ 2.05 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่ทำเบี้ยได้ 1.8 แสนล้านบาท โดยเห็นว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นและภาพรวมเศรษฐกิจที่หดตัวจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันวินาศภัยแต่อย่างใด
“โดยปกติแล้วภาคธุรกิจประกันวินาศภัย จะต้องเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งหาก 2 ปัจจัยดังกล่าวมีปัญหา ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน ถึงจะกระทบต่อภาคธุรกิจประกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นลักษณะอย่างนี้มาตลอด จึงมั่นใจว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ส่งผลอะไรต่อประกัน” นายอานนท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ได้ประเมินอัตราการเติบโตเอาไว้ที่ 10% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรถคันแรกที่ยังค้างการส่งมอบมาจากปี 2555 ดังนั้นเมื่อรวมเฉลี่ยตลอดปีแล้วคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ถึง 15% โดยยังคงไม่ได้มีการค่าเบี้ยประกันทุกประเภทเพิ่มขึ้น
นางวรางค์ ไชยวรรณ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต กล่าวว่า หากเศรษฐกิจไม่ดีเชื่อว่าจะยิ่งส่งผลดีให้ประกันชีวิตขายดีมากขึ้น เนื่องจากประชาชนจะมองถึงเรื่องความมั่นคงในชีวิตและใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของทุกปี จะเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ซื้อประกันชีวิตเพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและออมเงินมากกว่าช่วงอื่น ซึ่งจะทำให้ปีนี้บริษัทยังคงได้เบี้ยตามเป้า







