
พม่าปั้นราคาราชการพันธุ์ใหม่พร้อมรับมือเปิดประเทศ
หลังจากพม่ากลายเป็นประเทศ “เนื้อหอม” ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันจะเข้าไปลงทุน พม่าเองจึงต้องเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
หลังจากพม่ากลายเป็นประเทศ “เนื้อหอม” ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันจะเข้าไปลงทุน พม่าเองจึงต้องเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย โดยการร่วมมือกับคนต่างชาติเพื่อให้เร่งพัฒนาศักยภาพคนของตัวเอง
ปรียกร มิมะพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดล คาร์เนกี (ประเทศไทย) เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2555 บริษัทได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ในการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้นำให้แก่ข้าราชการของพม่า จึงได้มีโอกาสเห็นทักษะและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของคนพม่าอย่างชัดเจน
“จากที่มีประสบการณ์เข้าไปอบรม 2 ครั้ง เห็นเลยว่าผู้เรียนของเขามีเสน่ห์เรื่องความกระหายใคร่รู้ เขาอยากรู้ทุกอย่าง อยากมีส่วนร่วม เขาคือน้ำไม่เต็มแก้วที่มองว่านี่คือโอกาสในการพัฒนาตนเอง จึงมีความตั้งใจ ทำอะไรทุกอย่างตรงเวลา ไม่พักเกินเวลา และให้ความร่วมมือระหว่างการอบรมอย่างเต็มที่”
ในทางตรงกันข้าม หากกลับมามองเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพคนไทย ปรียกรคิดว่าการฝึกอบรมคนไทยยากกว่ามาก เนื่องจากคนไทยยังขาดความกระตือรือร้น แม้บางกลุ่มอาจมีทักษะอยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาอบรมก็มักจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น และต้องการให้จบการอบรมโดยเร็วเสมอ
แต่การอบรมพัฒนาคนพม่าก็ยังประสบปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องภาษา แม้คนไทยบางกลุ่มจะเข้าใจว่าคนพม่ามีทักษะภาษาอังกฤษดี แต่แท้จริงแล้วมีทักษะดีเฉพาะในกลุ่มอาวุโสเท่านั้น เพราะพม่าปิดประเทศมานาน ไม่มีการติดต่อเจรจากับคนต่างชาติ ทำให้ประชากรกลุ่มวัยกลางคนลงมาจนถึงวัยรุ่นปัจจุบันไม่ได้มีทักษะภาษาอังกฤษดีเท่าที่ควร
สำหรับปัญหาของข้าราชการพม่านั้น ภาพรวมประสบปัญหาคล้ายคลึงกับไทย เช่น เรื่องลำดับชั้น เรื่องระเบียบขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ยิ่งเมื่อพม่าปิดประเทศไปนาน เมื่อนำภาพการทำงานของพม่าไปเทียบกับสากล จึงยิ่งมีความแตกต่างกันมาก
“ตอนที่ติดต่อจะเข้ามาอบรมนั้น ต้องใช้เวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์มาก เพราะระเบียบขั้นตอนมาก อีกทั้งยังไม่ใช้อีเมล ทุกเรื่องต้องใช้แฟกซ์เท่านั้น”
จากภาพความเปลี่ยนแปลงในบริบทสังคมโลก การเป็นประชาคมอาเซียน และความเปลี่ยนแปลงในพม่า หลักสูตรอบรมที่บริษัทจัดให้ข้าราชการพม่า จึงออกแบบมาให้สอดคล้องกับทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ข้าราชการพม่าพบในขณะนี้
ในปี 2555 เรื่องแรกที่ทำคือ การบริหารจัดการบนความเปลี่ยนแปลง ช่วงที่ผ่านมาพม่ามีความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น การเปลี่ยนเมืองหลวงจากย่างกุ้งเป็นเนย์ปิดอว์ การประกาศเปิดประเทศ ซึ่งทำให้ข้าราชการพม่าจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้พร้อมต่อสถานการณ์
เนื้อหาที่สอน คือฝึกให้รู้ 2 ทักษะ 1.ทักษะผู้นำ (Leader) หมายถึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกน้องหรือผู้อยู่ในบังคับบัญชา และ 2.ทักษะของผู้จัดการ (Manager) หมายถึงต้องรู้จักแบ่งงานและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม หัวหน้าบางคนไม่ชอบแบ่งงาน ชอบทำเองคนเดียว ทำอย่างไรจะให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจลูกน้อง แล้วแบ่งงานกัน ส่วนหัวหน้าที่ชอบโยนงาน หรือถูกมองว่าชอบโยนงาน จะมีเทคนิคในการมอบหมายงาน และวางเส้นกลางความพอดีให้ตัวเองอย่างไร
ทักษะของทั้งสองกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันมาก แต่คนพม่ายังไม่ตระหนักเท่าที่ควร และส่งผลให้เกิดการทำงานแบบ “ทำไปวันๆ” หากไม่แน่นในสองทักษะนี้ก็จะปรับตัวบริหารความเปลี่ยนแปลงลำบาก
สำหรับปีนี้ได้อบรมหลักสูตรที่เน้นเรื่องการเป็นผู้นำที่ฉับไว รู้จักบริหารจัดการ “เวลา” ภายใต้กรอบของทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมในหน่วยงานใหม่ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจนพร้อมต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ
แม้จะมีความร่วมมือในการอบรม และเห็นความตั้งใจระหว่างการอบรมของคนพม่าแล้ว แต่เดล คาร์เนกี (ประเทศไทย) ยังไม่สามารถจะมาเปิดสำนักงาน เพื่อขยายหลักสูตรการอบรมให้แก่คนพม่า เนื่องจากบริษัทต้นสังกัดกังวลเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศแถบนี้
“ในแถบนี้มีอยู่ 3 ประเทศที่เดล คาร์เนกี ยังไม่มีสำนักงาน หนึ่งในนั้นคือพม่า บริษัทแม่เคยพบกรณีการลอกเลียนหลักสูตร High Impact Presentations โดยลอกไปแบบไม่มี S ตัวสุดท้าย แล้วขายหลักสูตรถูกกว่ามาก”







