posttoday
แฟรนไชส์ไทยไป AEC ด้วยทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (ตอน 6)

แฟรนไชส์ไทยไป AEC ด้วยทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (ตอน 6)

31 ตุลาคม 2556

หลังจากที่ คุณกฤษฎ์ กาญจนบัตร มองเห็นช่องว่างในธุรกิจคาร์แคร์ในเมืองไทย จึงเริ่มต้นต่อยอดธุรกิจเดิมที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ด้วยแนวคิดการจัดทำร้านต้นแบบศูนย์บริการล้างรถ เพื่อขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ช่วงแรกยังคงใช้แบรนด์ “คาร์แล็ค 68” ไปก่อน โดยมองว่าระบบแฟรนไชส์เป็นยุทธวิธีที่ดี เนื่องจากสามารถขยายกิจการโดยไม่ใช้เงินของตัวเอง ทำให้ขยายได้รวดเร็วกว่าเพียงแค่มี Know How แล้วก็นำไปสอนคู่ค้า แต่ภายหลังกลับพบว่า Know How ที่มี ณ ตอนนั้นถือว่าน้อยมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนไม่พอ คนไม่มีคุณภาพ มาตรฐานสาขาไม่คงที่ เป็นต้น

หลังจากที่ คุณกฤษฎ์ กาญจนบัตร มองเห็นช่องว่างในธุรกิจคาร์แคร์ในเมืองไทย จึงเริ่มต้นต่อยอดธุรกิจเดิมที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ด้วยแนวคิดการจัดทำร้านต้นแบบศูนย์บริการล้างรถ เพื่อขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ช่วงแรกยังคงใช้แบรนด์ “คาร์แล็ค 68” ไปก่อน โดยมองว่าระบบแฟรนไชส์เป็นยุทธวิธีที่ดี เนื่องจากสามารถขยายกิจการโดยไม่ใช้เงินของตัวเอง ทำให้ขยายได้รวดเร็วกว่าเพียงแค่มี Know How แล้วก็นำไปสอนคู่ค้า แต่ภายหลังกลับพบว่า Know How ที่มี ณ ตอนนั้นถือว่าน้อยมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนไม่พอ คนไม่มีคุณภาพ มาตรฐานสาขาไม่คงที่ เป็นต้น

พอเจอปัญหาเยอะมาก จึงไปสมัครเข้าเรียนหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการแฟรนไชส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปขอความรู้จากอาจารย์ จากผู้ที่มีความรู้เรื่องระบบแฟรนไชส์ กล่าวได้ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นพี่เลี้ยงของ “Moly Care” ในเรื่องธุรกิจแฟรนไชส์นับว่าคุณกฤษฎ์เป็นผู้ประกอบการที่มีแนวคิดสมัยใหม่ พอรู้ว่าตัวเองขาดเรื่ององค์ความรู้ก็มองหาแหล่งเพื่อเติมความรู้ทันที ซึ่งผลที่ได้จากการเรียนครั้งนั้น ได้ช่วยเสริมหลักคิดของการทำธุรกิจแฟรนไชส์ นั่นคือช่วยยกระดับคุณภาพในการคัดเลือกแฟรนไชซีได้ดียิ่งขึ้น เพราะแฟรนไชซีรายไหนที่มีปัญหา ไม่ยอมทำตามกติกาก็จะออกจากธุรกิจไป ในขณะที่คนที่ใช่ที่พร้อมจะเดินไปตามเจ้าของแฟรนไชส์ซอร์จะอยู่กับองค์กรต่อไป นอกจากนี้ จากเดิมที่สัญญาแฟรนไชในวันแรกมีไม่เกิน 3 หน้า แต่หลังจากผ่านห้องเรียนสัญญาแฟรนไชส์เพิ่มเป็นเกือบ 30 หน้าทีเดียว

และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายปั้นแบรนด์แฟรนไชส์ไทยสู่แฟรนไชส์โลก ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกิดการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ขึ้นใหม่ คือ “Moly Care” โดยเป็นการ “Rebranding” จาก “คาร์แล็ค 68” ที่ตอนนั้นทำแฟรนไชส์ประมาณ 34 ปีแล้ว และมีประมาณ 20 กว่าสาขา

นับว่าการปรับเปลี่ยนแบรนด์ครั้งนั้นเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่ให้กับธุรกิจคาร์แคร์ เพราะมีกระบวนการสร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบมีการทดสอบแบรนด์ (Brand Testing) การสร้างบุคลิกภาพให้กับแบรนด์ (Brand Personality) ก่อนจะมาลงตัวที่ “Moly Care” ภายใต้คอนเซปต์ “More Than A Car Care” ขึ้น ในปี 2549

อย่างไรก็ดี การสร้างแบรนด์ Moly Care ในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จโดยทันที คุณกฤษฎ์จึงเดินทางไปดูงานต่างประเทศ เพื่อค้นหาว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ดังๆ อย่างแมคโดนัลด์ เคเอฟซี หรือแบรนด์ใหญ่ๆ ประสบความสำเร็จก็พบว่าจะต้องมี “ระบบที่ครบวงจร” กล่าวคือ การมีหน้าร้านที่สวยงาม (Store Concept) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ แต่จะต้องมีระบบของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ครบวงจร จึงได้ว่าจ้างบริษัท แฟรนคอร์ป ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการวางระบบแฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา ในด้านการวางระบบแฟรนไชส์ให้เป็นมาตรฐานสากลระดับนานาชาติเข้ามาพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ให้ ทำให้ต่อมาสามารถเพิ่มมูลค่าค่าแฟรนไชส์ฟี (Franchise Fee) จากเพียงแค่ 4 หมื่นบาท เป็น 4 แสนบาท หรือเพิ่ม 10 เท่า ในขณะที่สามารถขยายระยะเวลาสัญญาแฟรนไชส์จาก 5 ปี เป็น 15 ปี หรือ 3 เท่า และไม่เพียงแค่นั้นยังเป็นก้าวสำคัญในการช่วยสร้างมาตรฐาน (Standardization) เพื่อการเปิดตลาดในต่างประเทศ ซึ่งคุณกฤษฎ์กล่าวว่าหากวันนั้นไม่คิดที่จะเปลี่ยนก็คงจะไม่มีวันนี้

หลังจากนั้นในปี 2552 “Moly Care” ก็หันมาปรับเปลี่ยนการจัดการองค์กรใหม่ (Reorganizing) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) มีการฝึกอบรม (Training) เพื่อให้เกิดการสื่อสารแบรนด์ภายในองค์กร (Internal Branding) เพราะเชื่อว่าแบรนด์จะแข็งแกร่งได้ต้องมาจากข้างในองค์กรด้วย ทุกฝ่ายในองค์กรต้องสามารถสื่อสารแบรนด์ในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง ไปจนกระทั่งถึงฝ่ายปฏิบัติการ ตั้งแต่พนักงานล้างรถ พนักงานบรรจุสินค้า พนักงานรับโทรศัพท์ เป็นต้น

โดยปัจจุบันโมลี แคร์ ประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถขยายสาขาธุรกิจแฟรนไชส์ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันครบทุกราย ห้างสรรพสินค้า ห้างดิสเคาท์สโตร์ คอมมิวนิตี้มอลล์ รวมไปถึงสาขาสแตนอโลนต่างๆ โดยมีกลยุทธ์ในการเลือกทำเลที่มีความคับคั่ง (Traffic) ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Customer) ที่สอดรับกับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning) ที่วางไว้อย่างมีวินัย ซึ่งด้วยแนวคิดทางธุรกิจที่ชัดเจน (Business Concept) และมีองค์ความรู้และกระบวนการจัดการ (Know How) ที่ดีพอ ทำให้ปัจจุบันมีเจ้าของห้างสรรพสินค้าหลายรายเริ่มติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง

(ติดตามต่อฉบับต่อไป)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ