
บลิสเทลเปลี่ยนแนวธุรกิจรุกไอซีทีเจาะลูกค้าองค์กร
บลิสเทล เคยเป็นร้านค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ธุรกิจสะดุดเพราะพิษแข่งขันรุนแรง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
บลิสเทล เคยเป็นร้านค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ธุรกิจสะดุดเพราะพิษแข่งขันรุนแรง ต้องหยุดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ปี 2554 ล่าสุดบริษัทปรับโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ ขอคืนสังเวียน ตลท.อีกครั้ง
จักรกฤษณ์ ธนวิรุฬห์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท บลิสเทล เปิดเผยว่า บริษัทปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ทั้งทีมบริหารและกลยุทธ์ธุรกิจ โดยคณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้ง ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล ขึ้นเป็นประธานบริษัทคนใหม่ พร้อมแต่งตั้ง สุรพล โอภาสเสถียร ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ มาเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่นับรวมทีมงานหลายคนที่ดึงมา
ขณะที่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนจากร้านค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นธุรกิจพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ทำให้ความเสี่ยงธุรกิจต่ำกว่า เพราะลูกค้าเปลี่ยนจากผู้บริโภค เป็นองค์กรรัฐและเอกชน การที่บริษัทดึงทีมบริหารที่มีสายสัมพันธ์ดีทั้งรัฐและเอกชน จึงช่วยให้เดินหน้าธุรกิจง่ายขึ้น
“เดิม บลิสเทล เป็นร้านค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีหน้าร้าน โกดังเก็บสินค้า ต้องเผชิญปัญหาสินค้าค้างสต๊อก ตัดราคา เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว โทรศัพท์รุ่นใหม่ออกมาตลอด บริหารสินค้าคงเหลือลำบาก เมื่อเปลี่ยนเป็นธุรกิจพัฒนาไอซีที ไม่ต้องมีสินค้าคงเหลือ ติดตั้งสินค้าตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการ จึงบริหารจัดการง่ายกว่า” จักรกฤษณ์ กล่าว
สำหรับธุรกิจที่ทำอยู่มี 3 กลุ่ม คือ ออกแบบและติดตั้งระบบโทรคมนาคม ให้ผู้ที่ดำเนินกิจการด้านนี้ที่ได้สัมปทานจากภาครัฐ (เทเลคอมมูนิเคชั่น โซลูชั่น) มูลค่าตลาดสูง จากผู้ใช้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างต้องการลงทุนขยายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี คาดว่าใช้เวลา 3 ปีกว่าจะติดตั้งครอบคลุม ทำให้มีผู้ประกอบการสนใจติดตั้งเสาสัญญาณ เครือข่าย แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทจับตลาดนี้ได้ ต้องมีทีมงานติดตั้ง มีบริษัทรับช่วงงานต่อที่ดี เมื่อถึงเวลาติดตั้งเครือข่าย 3จี ครบ จะเกิดความต้องการติดตั้งเครือข่าย 4จี และเครือข่ายที่ดีขึ้นตามมาทำให้มีงานต่อเนื่อง
ธุรกิจที่สอง คือ ออกแบบและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับองค์กรภาครัฐและเอกชน(อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี โซลูชั่น) ปีนี้สร้างรายได้ 80% ของรายได้รวมจากโครงการประมูลแท็บเล็ตนักเรียน ส่วนโครงการอื่นมีทั้งติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับภาครัฐและเอกชน ตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ภาครัฐมีมูลค่า5 หมื่นล้านบาทต่อปี เอกชน 23 หมื่นล้านบาท และธุรกิจสุดท้าย พัฒนาโปรแกรมปฏิบัติการ (ซอฟต์แวร์ แอนด์ ดิจิตอล มีเดีย) ที่ต้องใช้ในองค์กรรัฐและเอกชน รวมถึงสื่อดิจิตอลสำหรับเรียนรู้ของบุคคลทั่วไป
ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการในธุรกิจ 3 กลุ่ม รวม 1,700 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปีนี้รับรู้รายได้ 1,000 ล้านบาท ปีหน้าเพิ่มรายได้เท่าตัวเป็น 2,000 ล้านบาท และถึง 5,000 ล้านบาทใน 5 ปี หรือโต 30% ทุกปี
นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนขยายธุรกิจ เช่น รับบริหารสิทธิประโยชน์ติดตั้งป้ายโฆษณาในสถานที่ที่ให้ติดตั้ง ทำกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ซึ่งได้หารือ อสมท เกี่ยวกับรูปแบบปล่อยสัญญาณ กำลังหารือกับไทยพีบีเอส และช่อง 11 ประมวลแนวทางทำอุปกรณ์ที่รองรับการปล่อยสัญญาณได้ครอบคลุม และ 2 เดือนข้างหน้าคงได้เห็นการร่วมมือพันธมิตรในธุรกิจที่น่าสนใจแน่นอน
จักรกฤษณ์ กล่าวถึงการกลับสู่ ตลท.ว่า อยู่ในขั้นตอน ตลท.พิจารณาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และรอความเห็นต่องบการเงินของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หากผ่าน 2 ขั้นตอน น่าจะกลับมาซื้อขายได้ในไตรมาสแรกปีหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าติด เซต 100 หรือบริษัทใน ตลท.ที่มีความเคลื่อนไหวและมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มาก 100 อันดับแรก
ทั้งหมดนี้ถือเป็นแผนที่ท้าทายมาก สำหรับบริษัทที่ยกเครื่องธุรกิจใหม่หมดเช่นนี้







