posttoday
รองเท้าแดนเสือเหลืองผงาดตลาดโลกได้เพราะ"ไม่ท้อ"

รองเท้าแดนเสือเหลืองผงาดตลาดโลกได้เพราะ"ไม่ท้อ"

30 ตุลาคม 2556

“ล้มได้ แต่ต้องลุก” แม้จะเป็นคำที่พูดกันจนติดปาก แต่ก็นับว่าเป็นประโยคเด็ดเตือนใจของคนที่ต้องประสบกับความยากลำบาก ความท้อแท้

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

“ล้มได้ แต่ต้องลุก” แม้จะเป็นคำที่พูดกันจนติดปาก แต่ก็นับว่าเป็นประโยคเด็ดเตือนใจของคนที่ต้องประสบกับความยากลำบาก ความท้อแท้ และความผิดหวังในชีวิต ซึ่งหลายคนก็ได้นำคำพูดนี้มาเป็นเครื่องชี้ทางจนประสบความสำเร็จและมีทุกวันนี้

“หลิวฟงวุน” หรือปัจจุบันในแวดวงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ลิวเร่หลิว” ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์รองเท้าแดนเสือเหลือง “ลิวเร่” ที่ตอนนี้สินค้าได้ส่งออกขายไปทั่วโลกมากกว่า 20 ประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจที่เติบโตมาจากจุดเล็กๆ บวกกับความไม่ยอมแพ้ ที่ได้เปลี่ยนธุรกิจผลิตรองเท้าเล็กๆ ให้กลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ถ้าหากถามว่า รองเท้าลิวเร่มีชื่อเสียงขนาดไหน ลูกค้าของแบรนด์ก็คงจะเป็นคนตอบคำถามได้ดี อย่างเช่น “มิเชล โหย่ว” นักแสดงชื่อดังชาวมาเลเซีย ที่เป็นนักแสดงนำเรื่อง “เดอะ เลดี้” ในบทบาทของ อองซานซูจี รวมไปถึงเจ้าหญิงเคท ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ก็เป็นลูกค้ารองเท้าแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากชาติในอาเซียนนี้เช่นกัน

จุดเริ่มต้นของลิวเร่ เดิมทีหลิวได้จัดตั้งแบรนด์ชื่อว่า “รูนดี้” ในปี1987 ซึ่งในช่วง 5 ปีแรก หลิวทำธุรกิจผลิตรองเท้า โดยมีเพียงรถตู้คันเดียวในการส่งของ ซื้อของ และขายสินค้า ซึ่งเงินลงทุนแรกเริ่มอยู่ที่ 5 หมื่นริงกิตมาเลเซีย (ราว 5 แสนบาท)

ก่อนที่ในปี 1991 รูนดี้จะได้รับเลือกเป็น 1 ใน 9 บริษัทรองเท้าที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศมาเลเซียไปแสดงสินค้าในงาน “จีดีเอส แฟร์” ในเยอรมนี ซึ่งหลิวบอกเล่าถึงความรู้สึกตอนนั้นว่า เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะงานนี้เปรียบได้เสมือนกับ “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของอุตสาหกรรมรองเท้า” ก็ว่าได้ จึงได้เลือกแบบรองเท้าที่คิดว่าดีที่สุดไปแสดง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลิวคิดกลับตาลปัตรหมด เพราะที่งานแห่งนั้นไม่มีใครชายตามองรองเท้าของรูนดี้แม้แต่น้อย

“ตอนนั้นคนไม่รู้จักว่ามาเลเซียอยู่ตรงไหนของโลก หรือกระทั่งออกเสียงชื่อประเทศด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นอะไรที่ทำให้หมดกำลังใจมาก และยังน่าขายหน้าอีกด้วย” หลิว กล่าว

หลังจากงานที่เยอรมนี แบรนด์ของหลิวก็ยังไม่มีใครสนใจมาร่วมทุนเป็นเวลากว่า 2 ปี แต่ชายคนนี้ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะนำรองเท้าไปแสดงตามงานแสดงรองเท้าระดับนานาชาติต่อไป ขณะที่บริษัทมาเลเซียอื่นๆ กลับล้มเลิกที่จะไม่เดินหน้าต่อ

“ผมเชื่อว่ามาเลเซียมีคนผลิตรองเท้าที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ผมคิดได้จากการไปงานที่เยอรมนี คือเราไม่มีการออกแบบรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมา ซึ่งผมอยากจะเปลี่ยนในจุดนี้” เจ้าของลิวเร่ ระบุ

ในที่สุด หลังจากอดทนยืนหยัดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์มาเป็นเวลาถึง 4 ปีนับจากงานที่เยอรมนี ก็มีลูกค้า 2 คนมาสั่งรองเท้า 1,000 คู่ ซึ่งได้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หลิวเริ่มทำธุรกิจในต่างประเทศ โดยเริ่มผลิตรองเท้าให้กับแบรนด์ต่างชาติต่างๆ ซึ่งอาศัยต้นทุนการผลิตที่ถูกในประเทศ และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทว่ากลับไม่ได้ผลิตเพื่อส่งขายในประเทศมากนัก

หลิวได้ผลิตรองเท้าเพื่อส่งให้กับบริษัทต่างชาติอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อได้พบกับ จิมมี่ ชู นักออกแบบรองเท้าร่วมชาติชื่อดัง ทำให้หลิวเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างแบรนด์ของตัวเอง

“ลิวเร่” จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1997 โดยเน้นขายรองเท้าในราคากลางๆ ซึ่งชื่อบริษัทใหม่นี้มาจากการผสมผสานนามสกุลของหลิวเอง และชื่อบริษัทเก่า

ทั้งนี้ การเริ่มต้นของลิวเร่เกิดขึ้นในช่วงปีที่เกิดวิกฤตการณ์เงินเอเชียพอดิบพอดี ซึ่งนั่นดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค แต่สำหรับหลิวเป็นเรื่องที่ท้าทายและสนุกสนาน ซึ่งนั่นเป็นเพราะหลิวต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาตั้งแต่เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 10 คน และต้องเริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ

จากวันแรกที่เริ่มต้นด้วยเป็นบริษัทที่ไม่มีใครสนใจและเริ่มต้นด้วยเงินทุนก้อนเล็กๆ แต่ตอนนี้ลิวเร่ได้ก้าวเข้าไปอยู่ในใจของหญิงสาวจำนวนมาก พร้อมกับคาดว่ารายได้จะแตะ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 800 ล้านบาท) ในอีก 3 ปีข้างหน้า

แม้จะได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดสูงสุด แต่หลิวก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจออกไป โดยเตรียมเปิดร้านเสื้อผ้าในกรุงลอนดอน และตอนนี้บริษัทก็ได้ลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์ย่อยอีกมากมาย

“การออกแบบของผมก็คือ ‘แฟชั่นที่ล้ำหน้า’ และผมต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์เอเชียก็สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ที่สามารถดึงดูดคนจากทั่วโลกได้” เจ้าของลิวเร่ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท