
ไทยติดกลุ่มน่าลงทุน
ธนาคารโลกให้เป็นประเทศสะดวกทำธุรกิจกพร.ขันนอตการทำงานราชการให้เร็วขึ้น
ธนาคารโลกให้เป็นประเทศสะดวกทำธุรกิจกพร.ขันนอตการทำงานราชการให้เร็วขึ้น
ธนาคารโลกจัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ 18 ของโลก ก.พ.ร.ปรับการทำงานเอื้อลงทุน
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย รายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประจำปี 2557 ที่ได้มีการสำรวจมาในช่วง 2 มิ.ย. 2555-1 มิ.ย. 2556 ว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับประเทศที่มีความสะดวกในการลงทุนประกอบธุรกิจอันดับที่ 18 ของโลก จากทั้งหมด 189 ประเทศทั่วโลก โดยอันดับดังกล่าวเท่ากับปีก่อนหน้า แต่ถือว่าไทยยังติดกลุ่ม 20 ประเทศแรกของโลกที่น่าเข้ามาลงทุน
ธนาคารโลกระบุว่า สาเหตุที่ไทยยังติดอันดับ 20 ประเทศแรกที่สะดวกในการลงทุน เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับให้บริษัทมีภาระการชำระภาษีลดน้อยลง ด้วยการลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง มีการปฏิรูประเบียบการชำระภาษี
นอกจากนี้ ไทยถือว่ามีการพัฒนาให้เป็นประเทศน่าลงทุนได้ดีขึ้นพอสมควร หากดูในแง่การเป็นกลุ่มที่ปรับปรุงการขอใช้ไฟฟ้าที่ใช้เวลาเพียง 3-5 วัน เทียบกับเกาหลีใต้ที่ทำได้เร็วสุด 18 วัน ขณะที่การให้ความคุ้มครองนักลงทุนที่เข้ามาทำธุรกิจนั้นก็ได้ 6 คะแนน ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่ทำได้ดีสุดในเอเชียที่ 10 คะแนน แต่ประเทศไทยยังต้องปรับปรุงในด้านการเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มเติม เพราะใช้เวลานานถึง 27.5 วัน ขณะที่สิงคโปร์ใช้เวลาแค่ 3 วัน
ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ไทยใช้เวลา 157 วัน ฮ่องกงใช้เวลา 71 วัน จึงต้องปรับปรุงโดยจะจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้ขออนุญาตจุดเดียว
สำหรับขั้นตอนการได้รับสินเชื่อ ไทยได้คะแนน 5 คะแนน เทียบกับมาเลเซียที่ทำได้ดีสุดในเอเชียที่ 5 คะแนน โดยไทยต้องปรับปรุงเร่งรัดแก้ไขกฎหมายหลักประกันธุรกิจให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันได้
ด้านการชำระภาษี ไทยต้องใช้เวลาในการจ่ายภาษีถึง 22 ครั้ง เทียบกับฮ่องกงที่จ่ายแค่ 3 ครั้ง
ขณะที่ด้านการค้าต่างประเทศ ไทยใช้เวลานำเข้า 13 วัน ส่งออก 14 วัน ขณะที่สิงคโปร์ที่ทำได้ดีสุดในเอเชียใช้เวลานำเข้า 4 วัน ส่งออกแค่ 6 วัน ไทยจึงต้องลดเวลาและใช้ระบบ National Single Window เต็มรูปแบบ
แนวทางการแก้ปัญหาการล้มละลายไทยใช้เวลา 2 ปี 7 เดือน แต่ญี่ปุ่นที่ทำได้เร็วสุดในเอเชียใช้เวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งไทยต้องลดเวลาการชำระคืนหนี้ให้เจ้าหนี้
สำหรับประเทศที่มีความสะดวกในการลงทุนมากสุดคือ สิงคโปร์ยังครองแชมป์อันดับที่ 1 เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน เช่นเดียวกับฮ่องกงที่ยังคงรักษาอันดับ 2 ของโลกที่น่าลงทุนมาต่อเนื่อง เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่มีภาระการจ่ายภาษี ขณะที่นิวซีแลนด์ สหรัฐ และเดนมาร์ก ติดอันดับท็อปไฟว์
ประเทศที่มีการพัฒนาด้านการอำนวยความสะดวกในการลงทุนมากที่สุดในรอบ 5 ปี ได้แก่ รวันดา (32) รัสเซีย (92) ยูเครน (112) และฟิลิปปินส์ (108) โดยรัสเซียและรวันดาขยับขึ้นมาถึง 20 อันดับจากปีที่แล้ว ส่วนฟิลิปปินส์พุ่งขึ้นจากเดิมถึง 30 อันดับ จีนซึ่งถูกจัดไว้ในอันดับ 91 เมื่อปีที่แล้ว ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 96 และถูกรัสเซียแซงขึ้นไปอยู่ในลำดับที่ 92
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ในระยะต่อไป ก.พ.ร.จะมีการผลักดันใน 4 ด้านหลักๆ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศน่าลงทุนติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศของโลกในอนาคต คือ 1.ปรับปรุงในด้านการรับ จ่ายเงินของระบบราชการให้สะดวกมากขึ้น ซึ่งได้เริ่มพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์บ้างแล้วว่า จะสามารถมาเชื่อมโยงระบบกับราชการได้อย่างไรบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียด 2.การเชื่อมโยงระบบไอทีของราชการให้มีศูนย์กลางระบบ เพื่อความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลให้กว้างขึ้น
3.การบริการระหว่างประเทศจะพยามรวมการบริการให้เป็น “One Stop Service” ในจุดเดียวเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการส่งออกสินค้า 4.การอำนวยความสะดวกในการลงทุนเพิ่มเติมที่ต้องแก้ไขในกฎระเบียบการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ
นอกจากนี้ อาจต้องมีการพิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมในการเข้ามาลงทุน ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนกับกรมที่ดินว่าจะปรับลดได้หรือไม่







