
ทุนสิงคโปร์ระดมเงินตลาดหุ้นบุกเช่าซื้อ
โพสต์ทูเดย์
— กลุ่มทุนสิงคโปร์ได้ฤกษ์บุกตลาดเช่าซื้อ เตรียมระดมทุนตลาดหุ้นไทยแหล่งข่าวจากบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุมัติในหลักการให้บริษัทซึ่งมีสิงคโปร์ถือหุ้นเกือบ 100% สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิง (เช่าใช้) และสินเชื่อเช่าซื้อกับลูกค้ารายใหม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของบริษัทที่ยังต้องการประกอบธุรกิจสินเชื่อให้เช่าแบบลีสซิงและให้เช่าซื้อสินค้าประเภทยานพาหนะและเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้า เรือขนส่ง และรถใช้งานเกษตรกรรมในไทย
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องมีทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 428 ล้านบาท ซึ่งบริษัทก็ได้ทำเรื่องการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทไปให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาแล้ว และภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ ต่อประชาชนกรรมการและผู้บริหาร บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนและชําระแล้ว 470 ล้านบาท และนำเงินที่ได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทจะการนําเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งนี้ ซึ่งมีมูลค่าหลังหัก
ค่าธรรมเนียมการจัดจําหน่ายและรับประกันการจําหน่ายและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นแล้ว จํานวน [
•]ล้านบาท เพื่อไปขยายสินเชื่อและเป็นทุนหมุนเวียนในการดําเนินงานของบริษัทสําหรับลูกค้ารายใหม่
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้อนุมัติให้บริษัทบริการเฉพาะลูกค้ารายเก่าเท่านั้น บริษัทจึงต้องยื่นเรื่องเสนอกลับไปใหม่
ประกอบธุรกิจสินเชื่อแฟคเตอริ่งและสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อเฉพาะแก่ลูกค้ารายเดิมที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเท่านั้น แต่ยังไม่เห็นชอบให้บริการกับลูกค้ารายใหม่ ทำให้บริษัทได้หยุดดําเนินธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2552 แต่เนื่องจากบริษัทยังมีความต้องการที่จะให้บริการกับลูกค้ารายใหม่ ดังนั้นเมื่อเดือนธ.ค.2552 จึงได้ยื่นเรื่องเสนอกลับไปให้คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้วยพิจารณาอีกครั้ง
ประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อ ในเดือนธันวาคม 2552 บริษัท
ได้ยื่นขอความเห็นชอบอีกครั้งจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อให้เช่าแบบลีสซิ่ง และให้เช่าซื้อสินค้าประเภทยานพาหนะและเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้า เรือขนส่ง และรถใช้งานเกษตรกรรม สําหรับผู้รับบริการรายใหม่ในอนาคต
สำหรับในปัจจุบัน บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อแฟคเตอริ่ง สินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงินและสินเชื่อเช่าซื้อให้บริการสําหรับลูกค้ารายเดิม
แบบคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความต้องการที่จะประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อ ในเดือนธันวาคม 2552 บริษัท
(รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนที่ 2 หน้า 9)
ทั้งนี้
ปัจจุบัน บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อแฟคเตอริ่ง สินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงินและ
สินเชื่อเช่าซื้อให้บริการสําหรับลูกค้ารายเดิมและในอนาคตสําหรับผู้รับบริการรายใหม่ และสินเชื่อประเภทอื่นๆ ได้แก่ บริการ Confirming LC/TR บริการ สินเชื่อสินค้าคงคลัง บริการ Floor Plan บริการ Contract Financing บริการ Block Discounting
บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท อยุธยา อินเตอร์เนชั่นแนล
แฟคเตอร์ส จํากัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2534 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจสินเชื่อการรับโอนสิทธิเรียกร้องหรือสินเชื่อแฟคเตอริ่ง
1 เดือนมิถุนายน 2534 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) (
“ธ.กรุงศรีอยุธยา”)และบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล จํากัด (สิงคโปร์) (“IFS (Singapore)”) (เดิมชื่อ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แฟคเตอร์ส (สิงคโปร์) จํากัด) เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท และในปี 2538 บริษัทเริ่มประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงิน 2 และสินเชื่อเช่าซื้อต่อมาปี 2547 บริษัทหยุดการให้บริการสินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงิน และสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจาก ธ.กรุงศรีอยุธยา เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีนโยบายไม่ให้บริษัทในเครือประกอบธุรกิจซ้ำซ้อนกัน
เดือนมกราคม 2550 บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล โฮลดิ้งส (ประเทศไทย) จํากัด 3 (
“ไอเอฟเอส โฮลดิ้งส”) ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทจาก ธ. กรุงศรีอยุธยา และจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อยรายอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วน 51.98% เนื่องจาก ธ. กรุงศรีอยุธยา มีความประสงค์ที่จะปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทย่อยของธนาคารโดยมีนโยบายที่จะถือหุ้นในบริษัทย่อยเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียวต่อมาในปี 2551 บริษัทปรับโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน บริษัทจึงยื่นเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนสภาพบริษัทจากบริษัทสัญชาติไทยเป็นบริษัทต่างด้าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อมิให้มีข้อโต้แย้งในเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เป็นสัญชาติสิงคโปร์ซึ่งถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมเกือบ 100% และบริษัทได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้บริษัทประกอบธุรกิจ
(1) สินเชื่อแฟคเตอริ่ง และ
(2) สินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อเฉพาะแก่ผู้รับบริการรายเดิมที่มีภาระผูกพันตามสัญญาให้เช่าแบบลีสซิ่งและให้เช่าซื้อ และไม่เห็นชอบในหลักการให้บริษัทประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อสําหรับผู้รับบริการรายใหม่จากเงื่อนไขดังกล่าวข้าง บริษัทได้หยุดดําเนินธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ต้นไป
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความต้องการที่จะประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อ ในเดือนธันวาคม 2552 บริษัท
ได้ยื่นขอความเห็นชอบอีกครั้งจากคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเพื่อขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อให้เช่าแบบลีสซิ่ง และให้เช่าซื้อสินค้าประเภทยานพาหนะและเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้า เรือขนส่ง และรถใช้งานเกษตรกรรม สําหรับผู้รับบริการรายใหม่ในอนาคต ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 บริษัทได้รับการ
อนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อในหลักการแล้ว โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทต้องมีทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า
427,954,151 บาท (รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนที่ 2 หน้า 9)
ทั้งนี้ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ต่อประชาชนกรรมการและผู้บริหาร บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนและชําระแล้ว จํานวน 470 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อแฟคเตอริ่ง สินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงินและ
สินเชื่อเช่าซื้อให้บริการสําหรับลูกค้ารายเดิมและในอนาคตสําหรับผู้รับบริการรายใหม่ และสินเชื่อประเภทอื่นๆ ได้แก่ บริการ Confirming LC/TR บริการ สินเชื่อสินค้าคงคลัง บริการ Floor Plan บริการ Contract Financing บริการ Block Discounting
รายได้
รายได้รวมของบริษัทตั้งแต่ ปี 25502551 มีการเพิ่มขึ้นจาก 236.46 ล้านบาท เป็น 286.45 ล้านบาทตามลําดับ
แต่สําหรับปี 2552 บริษัทมีรายได้รวม 231.37 ล้านบาท เนื่องจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ปริมาณการใช้
สินเชื่อลดลง
อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวเป็นภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นในปี 2552 โดยบริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวของรายได้ ที่ดีขึ้นในอนาคต รายได้ส่วนใหญ่มาจากการซื้อสิทธิเรียกร้อง ซึ่งในระหว่างปี 2550 ถึงปปี 2552 รายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง
คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 87% ของรายได้รวมของบริษัท
แบบ 691
บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) ส่วนที่ 3 หน้า 2
รายละเอียดการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (IFS
Capital (Thailand) Public Company Limited) จํานวน 120,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในครั้งนี้ ดังนี้
จํานวนหุ้นที่เสนอขาย : 120,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.53 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้ว
บริษัท ไอเอฟเอส แคปป?ตอล (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (
“บริษัท”) ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อการรับโอนสิทธิเรียกร?องหรือสินเชื่อแฟคเตอริ่ง (Factoring) สินเชื่อลีสซิ่งประเภทสัญญาเช?าทางการเงิน (Financial Lease) สินเชื่อเช่าซื้อ
(Hire Purchase) และสินเชื่อประเภทอื่นๆ โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่
เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศ
ที่ตั้งสํานักงานใหญ่ : เลขที่ 1168/55 ชั้น 20 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 แขวงทุ?งมหาเมฆ
เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120
เลขทะเบียนบริษัท : 107550000033
โทรศัพท? : 022856326 32 และ 026799140 4
โทรสาร : 022856335 และ 026799159
เว็บไซต : www.ifscapthai.com
บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนําเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งนี้ ซึ่งมีมูลค่าหลังหัก
ค่าธรรมเนียมการจัดจําหน่ายและรับประกันการจําหน่ายและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นแล้ว จํานวน [
•]ล้านบาท เพื่อไปใช้ขยายการให?บริการสินเชื่อและเป?นเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินงานของบริษัท







