
ส่องย่างก้าว "อินโด" อดีตและอนาคตในอาเซียน
นอกจากไทยจะพยายามเตรียมความพร้อมรับกระแสการเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ประเทศอื่นๆ เองก็กำลังทยอยปรับตัวเช่นกัน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
นอกจากไทยจะพยายามเตรียมความพร้อมรับกระแสการเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ประเทศอื่นๆ เองก็กำลังทยอยปรับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่เดินบทบาทในอาเซียนมาตั้งแต่อดีตแล้ว
อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดประเด็นว่า อินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกร่วมก่อตั้งอาเซียน แต่หากให้วิเคราะห์แบบ “เวอร์ๆ” เธอคิดว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในอินโดนีเซียเมื่อปี 2509 อาเซียนอาจไม่ได้เกิดขึ้นในปี 2510
“ในสมัยประธานาธิบดีซูกาโนนั้น ซูกาโนเกลียดทุนนิยมมาก เขาไม่เปิดรับความช่วยเหลือจากโลกตะวันตกเลย ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียในยุคนั้นพัง แต่พอเปลี่ยนมาเป็นประธานาธิบดีซูฮาโต กลับเน้นด้านการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ แล้วเปิดรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ”
เธอวิเคราะห์อีกว่า แม้ไม่เคยมีการสถาปนาผู้นำอาเซียน แต่เมื่อก่อตั้งอาเซียนขึ้น อินโดนีเซียก็ขึ้นมามีบทบาทนำในทางปฏิบัติทันที เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทั้งในแง่พื้นที่ ประชากร และเศรษฐกิจ การพัฒนาที่สูงในหลายด้าน ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่มี “พลังอำนาจ” ของภูมิภาค จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เศรษฐกิจอินโดนีเซียพังทั้งประเทศ บทบาทจึงลดลงไป
เมื่อมามองสถานการณ์ปัจจุบัน จากผลการวิจัยความรู้ความเข้าใจของคนอินโดนีเซียเกี่ยวกับเรื่องอาเซียนในปี 2554 ระบุว่า ประชากร 96% ของอินโดนีเซียรู้จักอาเซียน ขณะที่ 65% รู้ว่าอาเซียนก่อตั้งในปี 2510 อีก 67% รู้ว่าอาเซียนก่อตั้งขึ้นเพราะมีวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตามมีคนถึง 56% ที่เห็นว่าการก่อตั้งอาเซียนขึ้นมาไม่ทั้งประสบความสำเร็จและประสบความล้มเหลว สำหรับความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 42% ระบุว่าเคยได้ยินเรื่องการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่มีเพียงแค่ 16% เท่านั้นที่เคยอ่านปฏิญญาบาหลี ที่มาของการกำเนิดประชาคมอาเซียน
ในระดับนโยบาย อินโดนีเซียเพิ่งก่อตั้งคณะกรรมการเตรียมการสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2556 มีตัวแทนจากทั้งรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด นักธุรกิจ และตัวแทนท้องถิ่น เข้าร่วมเป็นกรรมการและผู้สังเกตการณ์ด้วย
อรอนงค์ อธิบายสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า หลังการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติของอินโดนีเซียออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “โดยทั่วไปแล้วอินโดนีเซียยังไม่พร้อมสำหรับประชาคมอาเซียน แต่เชื่อว่าเมื่อเราถูกบังคับให้ต้องทำแล้ว เราทำได้”
บทบาทของอินโดนีเซียนับจากนี้ ยังต้องมองกันอีกหลายมุม โดยเฉพาะการเลือกตั้งในปีหน้า ที่อาจเป็นการพลิกโฉมนโยบายต่างๆ ของประเทศ
“การเลือกตั้งปีหน้าเป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งระหว่างทหารและพลเรือน ผู้ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะร่วมชิงชัยมีทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตประธานาธิบดี ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา แต่ละคนก็มีแนวทางแตกต่างกัน”
ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังต้องเผชิญปัญหาท้าทายในประเทศอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมและปัญหาคอร์รัปชั่น
อย่างไรก็ดี เธอเชื่อว่าอินโดนีเซียจะสามารถก้าวผ่านปัญหาทั้งหมดไปได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ เช่น แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมันและแร่ธาตุ ตลอดจนมีการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนของกลุ่มชนชั้นกลาง มีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ สถาบันการเงินที่เคยเจ๊ง ก็กลับมาเข้มแข็งแล้ว ปัจจัยทั้งหมดจะทำให้อินโดนีเซียเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป
อรอนงค์ เสริมว่า ในทางตรงกันข้าม การเตรียมพร้อมไทยสู่ประชาคมอาเซียน อาจไม่ใช่การเตรียมเฉพาะในประเทศ แต่อาจต้องมีการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประเทศไทยให้แก่ชาติอาเซียนด้วย เพราะเชื่อว่าในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ผู้คนยังมีกำแพงมายาคติบางอย่างเกี่ยวกับไทย
“ทั้งที่กำลังจะรวมเป็นประชาคมอาเซียน แต่ลูกศิษย์ของดิฉันที่อินโดนีเซียจำนวนหนึ่งยังเข้ามาถามอยู่เลยว่าคนไทยขี่ช้างไปโรงเรียนใช่หรือไม่”







