
ส่งออกไทยไม่แก้ไขจะฟุบยาว
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง/พรสวรรค์ นันทะ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง/พรสวรรค์ นันทะ
หลังจากการส่งออกไทยโดนวิกฤตเศรษฐกิจโลกรุมถล่ม จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับตัวเลขการส่งออกปีนี้ว่าจะขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น จากเดิมที่ประเมินว่าจะเติบโต 4% เนื่องจากมีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด นับว่าเป็นช่วงเวลาเลวร้ายของการส่งออก
“สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของสินค้าไทย ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงนัก การส่งออกจึงมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มประเทศที่เน้นส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงกว่า และสินค้านั้นเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ไทยยังไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างเต็มที่” ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกของไทยจะลดลงจนทำให้เศรษฐกิจหดตัวลงมาก แต่ทุกคนก็หวังว่าหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การส่งออกของไทยจะดีขึ้น
ความเชื่อนี้อาจจะต้องทบทวนใหม่ เนื่องจาก ธปท.ได้ประเมินข้อจำกัดเชิงโครงสร้างการผลิตต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ในรายงานนโยบายการเงินเดือน ต.ค.ปีนี้ พบว่า สถานการณ์การส่งออกของไทยยังน่าเป็นห่วง แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวก็ตาม
ธปท.ประเมินว่า สินค้าในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และไอซีนับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของภาคการผลิตและส่งออกของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของมูลค่าการส่งออกรวม ส่งออกได้น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2546-2555) การส่งออกสินค้าเหล่านี้ขยายตัวได้เพียง 7.8% และ 3.8% ตามลำดับ แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์หดตัวถึง 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การส่งออกไอซีแม้จะปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการในตลาดโลก แต่เป็นการขยายตัวที่ต่ำและช้ากว่าการส่งออกไอซีของประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเกาหลีและไต้หวัน
อย่างไรก็ดี ไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ขณะนี้ความต้องการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ก็ลดลง เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง และผู้บริโภคเปลี่ยนรสนิยมจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีฮาร์ดดิสก์เป็นหน่วยความจำ ไปใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งใช้ Solid State Drive : SSD (ไดรฟ์ที่มีสถานะเป็นของแข็ง) แทน ถึงผู้ผลิตที่ใช้ไทยเป็นฐานจะพยายามรักษาฐานการผลิตตามเดิม แต่ไม่มีแนวโน้มจะลงทุนผลิต SSD ในไทย เนื่องจากไทยขาดคลัสเตอร์รองรับ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไอซีของไทยในปัจจุบันไม่อยู่ในซัพพลายเชนของสินค้าไฮเทคเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าไทยไม่มีแรงดึงดูดนักลงทุนให้ย้ายมาผลิตในไทย สาเหตุหลักเพราะความไม่พร้อมด้านบุคลากร ขาดวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะการเป็นฐานรากการผลิตเพื่อส่งออกได้ดีเพียงพอ
ธปท.ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าความสามารถในการดำเนินนโยบายบริหารจัดการด้านอุปสงค์ของไทยไม่เป็นปัญหา แต่ความสามารถในการแข่งขัน ในด้านที่ต้องปรับปรุงกลับเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการปรับปรุงด้านอุปทาน ซึ่งจำเป็นมากต่อการยกระดับการผลิตของประเทศ ที่ต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความพร้อมด้านตลาดแรงงาน การพัฒนานวัตกรรม คุณภาพระบบการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว และเป็นสิ่งสำคัญมากพอๆ กับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยไทยต้องเลิกการแข่งขันที่ราคาและปริมาณ แต่ต้องส่งเสริมการแข่งขันที่คุณภาพและการบริการ ซึ่งรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันในการผลักดันและส่งเสริม โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของแรงงานดังเช่นในประเทศอินเดีย ที่มีศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้แรงงานได้รับการพัฒนาตามไปด้วย เป็นต้น เลิกหวังพึ่งแรงงานราคาถูก
นอกจากนี้ ต้องยอมรับการแข่งขันที่มากขึ้น เพราะการแข่งขันจะทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยภาครัฐควรสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศ







