
ช่องโหว่ตั้งไมโครไฟแนนซ์
รัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้มีการจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) หรือไมโครไฟแนนซ์ ให้ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
รัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้มีการจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) หรือไมโครไฟแนนซ์ ให้ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อเป็นช่องให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและลดปัญหาหนี้นอกระบบนั้น
ในมุมมองของ ประชา ชัยสุวรรณ ในฐานะประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชฎฐ์คอลเลคชั่น แมนเนจเมนท์ ซึ่งทำธุรกิจติดตามหนี้ และ บริษัท รีโซลูชั่น เวย์ ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับรับซื้อหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมาบริหาร พร้อมทั้งให้เงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (รีไฟแนนซ์) สำหรับลูกค้าที่มีปัญหาประวัติการติดค้างชำระหนี้จากสถาบันการเงิน (แบล็กลิสต์) ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้นั้น
ประชา ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดตั้งไมโครไฟแนนซ์ยังมีช่องโหว่ ซึ่งเกรงว่าจะมีลูกหนี้หัวหมอผิดนัดชำระหนี้ ยอมโดนฟ้อง เพราะจะเสียดอกเบี้ยเพียง 7.515% ต่ำกว่าชำระหนี้ปกติเสียดอกเบี้ย 36%
ในขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ที่สนใจมาลงทุน โดยจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพวกที่ธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธเงินกู้ จำนวน 40% ของยอดที่มาขอสินเชื่อ
ในขณะที่กลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบที่มีเงินทุน 12 ล้านบาทก็คงไม่สนใจที่จะเข้ามาจดทะเบียนเป็นบริษัทสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากปัจจุบันคิดดอกเบี้ย 1520% ต่อเดือนหรือ 180240% ต่อปี เพราะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากปัญหาหนี้เสียที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ รวมทั้งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีการฟ้องร้องดำเนินดดี เพราะตัวเองก็ทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว หรือฟ้องร้องดำเนินคดีส่วนใหญ่ศาลจะพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“การจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อยจะเข้ามาเป็นคู่แข่งของเจ้าหนี้นอกระบบ รวมทั้งในส่วนผู้ประกอบการนันแบงก์เองอาจจะเข้ามาสนใจลูกค้ากลุ่มนี้เพราะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ปัจจุบันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดคิดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 28%” ประชา กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะจูงใจให้บริษัทสินเชื่อรายย่อยคิดอัตราดอกเบี้ย 36% ก็เชื่อว่ายังไม่จูงใจให้มีผู้ประกอบการใหม่สนใจเข้ามาลงทุนมากนัก เพราะหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้และยอมที่จะถูกฟ้องดำเนินคดี ศาลจะมีคำพิพากษาคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 7.515% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการเป็นลูกหนี้ปกติที่บริษัทสินเชื่อรายย่อยที่คิดอัตราดอกเบี้ย 36% ดังนั้นภาครัฐควรที่จะมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อที่จะกำหนดให้คิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 36% เพื่อเป็นการจูงใจให้นายทุนสนใจมาลงทุนจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย เพื่อเป็นคู่แข่งขันเจ้าหนี้นอกระบบและยังจะสามารถดึงเจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบได้
ประชา กล่าวว่า ชมรมฯ จะระดมสมองเชิญผู้ประกอบธุรกิจติดตามหนี้ทั้งบริษัทเอกชนและสถาบันการเงินเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม ซึ่งมีผลต่อการทำธุรกิจการติดตามหนี้ และนโยบายการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินทั้งการให้สินเชื่อรายย่อย และนโยบายการขายหนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล)
ทั้งนี้ หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับจะมีปัญหามาก เช่น กรณีลูกหนี้ปฏิเสธไม่ให้โทรไปติดตามทวงหนี้ หากมีการโทรไปซ้ำซ้อนผู้ที่โทรไปซ้ำจะผิดกฎหมายทันทีมีโทษถึงติดคุก รวมทั้งเห็นว่ากฎหมายนี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอาญา เช่น ข้อหาการละเมิดสิทธิ หรือการข่มขู่ เป็นต้น อีกทั้งปัจจุบัน ธปท.มีการออกกฎเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจติดตามหนี้แล้ว
นอกจากนี้ จะส่งให้สภาทนายความตรวจสอบว่าขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของทนายหรือไม่ด้วย เนื่องจากกฎหมายนี้จำกัดสิทธิการประกอบอาชีพของทนาย เพราะปกติทนายความจะมีหน้าที่ออกจดหมายเตือน (โนติส) จะต้องมาขึ้นทะเบียนหากทนายไม่ได้รับอนุญาตให้ทวงหนี้ได้ก็อาจจะมีโทษถูกเพิกถอนใบอนุญาตทนายซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิหน้าที่ของทนาย
อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินยังมีความกังวลกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน เพราะกระทบนโยบายการให้สินเชื่อบุคคลด้วย เพราะหาก พ.ร.บ.ติดตามทวงหนี้นี้ออกมา ถ้าลูกหนี้ค้างชำระสถาบันการเงินคงจะต้องส่งฟ้องทันที และไม่มีการติดตามทวงถามหนี้เพราะเสี่ยงที่จะต้องทำผิด พ.ร.บ.ฉบับนี้และต้องติดคุก รวมทั้งต้นทุนการฟ้องร้องดำเนินคดีจะสูงกว่าการติดตามทวงหนี้ซึ่งบริษัทจะได้เป็นเปอร์เซ็นต์ของการติดตามทวงหนี้ได้ และใช้ระยะเวลาสั้นว่าการฟ้องร้องดำเนินคดี
ในขณะเดียวกันจะมีการหารือผู้ประกอบการที่จะยกระดับจากชมรมเป็นสมาคมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม โดยปัจจุบันมีชมรมผู้ประกอบธุรกิจติดตามหนี้ประมาณ 20 ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดในการติดตามหนี้ประมาณ 60% โดยมีพอร์ตการติดตามหนี้รวมกันประมาณ 1 แสนล้านบาท และมีพนักงานติดตามหนี้ในส่วนบริษัทเอกชนและสถาบันการเงินรวมประมาณ 1 แสนรายได้
นี่คือโจทย์ที่รัฐต้องหาคำตอบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การผลักดันการจัดตั้งไมโครไฟแนนซ์เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยได้ประโยชน์อย่างแท้จริง







