ประกาศช่วงห้ามพูดประมูลทีวีดิจิตอล60วัน
กสทช. ประกาศช่วงผู้ประกอบการห้ามให้ข้อมูลการประมูลทีวีดิจิตอล 60 วัน หลังยื่นซองประมูล 28-29 ต.ค.
กสทช. ประกาศช่วงผู้ประกอบการห้ามให้ข้อมูลการประมูลทีวีดิจิตอล 60 วัน หลังยื่นซองประมูล 28-29 ต.ค.
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังผู้ประกอบการยื่นซองประมูลทีวีดิจิตอลจำนวน 24 ช่อง ในวันที่ 28-29 ต.ค. แล้ว จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ห้ามให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ( Silent period) จนกว่าทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จะประกาศผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทั้ง 24 ช่อง
ทั้งนี้ คาดว่าช่วงดังกล่าวจะมีระยะเวลาประมาณ 60 วัน นับตั้งแต่เปิดให้ยื่นซองประมูล เนื่องจากจะใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติผู้มายื่นซอง 45 วัน และจะเปิดประมูลได้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. หลังจากนั้นจึงจะประกาศรับรองผลผู้ชนะทั้งหมด จึงขอให้ผู้ประกอบการทุกรายที่ยื่นซองแล้วห้ามพูดคุยกัน หรือ ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน หรือ เปิดเผยเม็ดเงินลงทุนที่เตรียมไว้สำหรับการประมูล ซึ่งจะเข้าข่ายการสมยอมราคา (ฮั้ว)
“หาก กสทช. ตรวจสอบได้ว่ารายใดมีการตกลงราคา หรือ เจรจากันทางโทรศัพท์ ซึ่งกสทช.สามารถดักฟังได้ จะตัดสิทธิ์ผู้เข้าร่วมประมูลที่กระทำการดังกล่าวทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการประมูลครั้งนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสมากที่สุด” นายฐากรกล่าว
สำหรับผู้ที่เตรียมยื่นซองประมูล จะต้องนำเอกสารการประมูลพร้อมวางหลักประกัน จำนวน 10% ของราคาขั้นต่ำในช่องที่จะประมูล แบ่งเป็น ช่องเด็ก 14 ล้านบาท จากราคาเริ่มต้น 140 ล้านบาท ช่องข่าว22 ล้านบาท ของราคาประมูล 220 ล้านบาท ช่องวาไรตี้ 38 ล้านบาท จากราคา 380 ล้านบาท และ ช่องคมชัดสูง (ไฮเดฟิเนชั่น หรือ เอชดี) 151 ล้านบาท จากราคา 1,510 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าผู้มายื่นซองจะมีมากกว่าจำนวนช่องที่เปิดประมูล เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไม่สูงเหมือนกับการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3 จีที่มีเพียง 3 รายเท่ากับจำนวนใบอนุญาต แต่ในครั้งนี้ผู้ประกอบการแสดงความสนใจมาซื้อ 33 ราย 49 ชุด แบ่งเป็น ช่องเด็ก 8 ชุด จากจำนวนช่องเปิดประมูล 3 ช่อง ช่องข่าว 12 ชุด ช่องวาไรตี้ 17 ชุด และ เอชดี 12 ชุด จากจำนวนช่องที่เปิดประมูลหมวดหมู่ละ 7 ช่อง
ขณะที่บริษัทที่ถูกจับตามากที่สุด คือ กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ หรือ ช่อง 7 และ จันทร์ 25 ที่ผิดเงื่อนไขคุณสมบัติจากการที่นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ถือหุ้นไขว้เกิน 10% โดยทางช่อง 7 ได้เตรียมหาทางออกด้วยการเจรจากับ บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้







