
บีโอไอลุยทำเอ็มโอยูญี่ปุ่นชูเอสเอ็มอีลงทุนข้ามแดน
บีโอไอดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย ทำเอ็มโอยูสถาบันการเงินรุกเจาะลูกค้าแบงก์
บีโอไอดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย ทำเอ็มโอยูสถาบันการเงินรุกเจาะลูกค้าแบงก์
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ต.ค. กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับหน่วยงานราชการและสถาบันการเงินจากประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ
ทั้งนี้ เอ็มโอยูฉบับแรกเป็นการลงนามระหว่างอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับผู้ว่าราชการจังหวัดอะคิตะ เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีของไทยและญี่ปุ่น โดยจังหวัดอะคิตะ ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของญี่ปุ่น จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยขยายธุรกิจในระดับสากล
ขณะเดียวกันเอสเอ็มอีจากอะคิตะจำนวนมากมีศักยภาพเข้ามาลงทุนในไทย โดยกลุ่มที่โดดเด่น คือ การผลิตส่วนประกอบหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อาหาร ผลิตภัณฑ์จากไม้หรือป่าไม้ และเคมีภัณฑ์
สำหรับเอ็มโอยูฉบับที่ 2 จะเป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างบีโอไอกับฟิเดีย โฮลดิ้งส์ กลุ่มบริษัททางการเงินที่มีเครือข่ายเป็นธนาคารท้องถิ่นของญี่ปุ่น 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารฮูคุโตะและธนาคารโชไน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและเป็นกลุ่มเป้าหมายของการส่งเสริมให้ลงทุนในไทย
ด้านฟิเดีย โฮลดิ้งส์ มีแผนจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงการให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้าของบริษัทที่เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอนาคต
“ตอนนี้ทั้งภาครัฐรัฐและสถาบันการเงินญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยการลงนามของบีโอไอกับบริษัท Fidea Holdings จะเป็นครั้งแรกที่บีโอไอจัดทำกับบริษัทที่เป็นเครือข่าย หรือโฮลดิ้ง โดยมั่นใจว่าเป็นช่องทางสำคัญช่วยให้บีโอไอ ได้เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการลงทุนและศักยภาพของประเทศไทยไปยังกลุ่มลูกค้าของธนาคารที่อยู่ในเครือข่ายได้ตรงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากตามไปด้วย และนำไปสู่การตัดสินใจเข้ามาลงทุนในอนาคตเพิ่มขึ้น”
อยงไรกด อย่างไรก็ดี ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 448 โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 211,350 ล้านบาท คิดเป็น 60.3% ของการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั้งหมด โดยอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามาลงทุนสูงสุดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก เครื่องจักรและอุปกรณ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์







