posttoday
มีความเสี่ยงมากขึ้นจากปัจจัยการเมือง

มีความเสี่ยงมากขึ้นจากปัจจัยการเมือง

25 ตุลาคม 2556

สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงขายเริ่มเกิดขึ้นหลังจากหมดข่าวในเรื่องของการขยายเพดานหนี้

สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงขายเริ่มเกิดขึ้นหลังจากหมดข่าวในเรื่องของการขยายเพดานหนี้ในช่วงวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการมองผ่านในข่าวประเด็นดังกล่าวก็ต้องว่ากันไปอีก ในช่วง ม.ค. และ ก.พ. ปีหน้า แต่ในระยะสั้นปัจจัยการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงได้กลับมาอีกครั้ง ในบางวันการซื้อขายทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างหนักและสะท้อนออกมาทาง Set Index ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างหนัก หรือบางครั้งการขึ้นของตลาดหุ้นก็มักจะอ้างว่าการเมืองสงบเรียบร้อย ซึ่ง ณ จุดนี้ประเด็นของการเมืองน่าจะมี 2 เรื่องหลักๆ กล่าวคือ หนึ่ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และสอง เสถียรภาพของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจ

ประเด็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคงต้องยอมรับว่าเวลาเริ่มไล่ลงมาทุกที เพราะจากการติดตามข่าวล่าสุดน่าจะอยู่ไม่เกินต้นเดือนหน้า โดยไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ณ จุดนี้เราต้องยอมรับว่ามีสองฝ่ายที่ชัดเจน แยกง่ายๆ ก็คือฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเนื้อหาที่ถกเถียงกันก็คือ พ.ร.บ.ใช้ฉบับไหน เบื้องหลังเป็นอย่างไร และอื่นๆ ซึ่งทั้งสองฝ่ายนี้โอกาสให้เห็นด้วยหรือพบกันครึ่งทาง ณ เวลานี้ น่าจะค่อนข้างยาก จึงอาจจะทำให้เกิดการปะทะกัน

ส่วนประเด็นเสถียรภาพของรัฐบาล เราต้องยอมรับว่า ณ จุดนี้ในเชิงเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับว่ามีการถดถอยกว่าที่คาด พิสูจน์ง่ายๆ จากตัวเลข GDP ที่ต่ำกว่าการประเมินในต้นปีไว้ 1% โดยประมาณ เช่น ต้นปีเคยคาดการณ์ตัวเลข GDP ในไทย ปี 2556 จะโต 5% ณ จุดนี้ไม่น่าเกิน 4% รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับว่าใช้ได้ผลมากในระยะสั้น

ภาพใหญ่ในช่วง 2 ปีนี้ ปัญหาสำคัญก็คือการส่งออกมีการลดลง อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เพราะฉะนั้น จากเดิมประเทศไทยพึ่งพาเศรษฐกิจจากเรื่องตัวเลข การส่งออกเพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถหวังพึ่งได้ จึงมาเพิ่มการบริโภคในประเทศโดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ จึงเห็นเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน

ต่อมาในปีที่ผ่านมาเพิ่มการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนจากเรื่องนโยบายรถคันแรก ซึ่งต้องยอมรับว่านโยบายนี้เมื่อเวลาผ่านไปถูกวิจารณ์อย่างหนัก และส่วนใหญ่จะออกมาในทิศทางลบมากกว่าบวก เพราะฉะนั้น จากส่วนประกอบของ GDP ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์หลัก 4 เครื่องยนต์ ได้ถูกใช้งานไปเกือบครบแล้ว คือ ส่งออก (ไม่น่าฟื้นแรงเพราะเศรษฐกิจโลก) การลงทุนเอกชน (เพิ่งใช้ไปในเรื่องของรถคันแรก) และการบริโภค (ใช้ไปแล้วในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ) เพราะฉะนั้น ทางเลือกของรัฐบาล ณ จุดนี้ในเรื่องของแผนกระตุ้นในภาพใหญ่จึงตกมาที่การลงทุนภาครัฐ

ซึ่งการลงทุนภาครัฐที่เศรษฐกิจจะขยายตัวมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ นั่นก็คือที่มาที่ไปของโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นในปัญหาในประเด็นที่สองก็คือกรณีเสถียรภาพของรัฐบาลลดลง โดยทำให้นักลงทุนเชื่อว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ครบเทอม หรืออาจจะไม่กลับมาอีกในรอบหน้าเมื่อมีการเลือกตั้งความน่าเป็นห่วงจึงเกิดขึ้น เพราะกรณีโครงการขนาดใหญ่อย่างเช่น 2.2 ล้านล้านบาท มีปัญหา แผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งว่ากันว่าเมื่อคิดมาเป็นสัดส่วนของ GDP แล้ว น่าจะมากกว่า 1% และเป็นเช่นนี้ไปอีก 3-4 ปี เป็นอย่างน้อย

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้ปัจจัยการเมืองเข้ามาเป็นจุดคิดในการประเมิน Set Index ในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ง่ายกรณีเชื่อว่าราคาหุ้นมีการสะท้อนออกมาข่าวสารทุกอย่างมาหมดแล้ว และเชื่อว่าการรับข้อมูลข่าวสารในตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับข้อมูลที่ไม่เท่ากัน

ให้สังเกตแนวรับที่ 1,440-1,450 ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคและเป็นจุดต่ำของสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณี Set Index ต่ำกว่า ต้องสันนิษฐานการเปลี่ยนทิศทางของตลาดหุ้น แต่กรณีไม่ต่ำกว่า คาดว่าแนวโน้มการเคลื่อนไหวยังคงเป็นลักษณะแกว่งตัวไปอีกอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ โดยมีกรอบบน ณ บริเวณ 1,480-1,500 จุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท