
อิมแพ็ครุกหนักนอกพื้นที่ เร่งขยายธุรกิจร้านอาหาร
การเพิ่มช่องทางสร้างรายได้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจเดิมเดินมาถึงจุดที่เริ่มทรงตัว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การเพิ่มช่องทางสร้างรายได้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจเดิมเดินมาถึงจุดที่เริ่มทรงตัว ล่าสุด อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ เป็นผู้ประกอบการที่ใช้แนวทางนี้เช่นกัน
พอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยว่า จะเดินหน้ารุกธุรกิจนอกอิมแพ็ค เมืองทองธานี มากขึ้น โดยเฉพาะการขยายธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากเดิมบริษัทมีธุรกิจร้านอาหารในอิมแพ็คอยู่แล้ว จึงเข้าใจการทำธุรกิจนี้ดี ล่าสุดได้เซ็นสัญญาซื้อแอเรีย แฟรนไชส์ กับบริษัท สึโบฮาจิ ประเทศญี่ปุ่น 10 ปี โดยบริษัทสามารถนำร้านอาหารทุกแบรนด์ที่บริษัท สึโบฮาจิ มี มาขยายในไทยรวมถึงขายแฟรนไชส์ได้
ทั้งนี้ ได้ประเดิมนำเข้ามาก่อน 2 ร้าน คือ ร้านสึโบฮาจิ ซึ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบกินดื่มและร้านอิโตคาโจ ร้านเนื้อย่าง เปิดให้บริการที่โครงการนิฮอนมูระมอลล์ ชั้น 2 ทองหล่อ 13 เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้จะเปิดร้านไทโชเตะ ซึ่งเป็นร้านราเมนภายในอิมแพ็ค กลางเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นร้านราเมนร้านแรกของทางบริษัท สึโบฮาจิ ที่เปิดตัวในไทยก่อนที่จะมีสาขาต่อไปในญี่ปุ่นกลางปีหน้า
“สึโบฮาจิเป็นเครือร้านอาหารชื่อดังติด 1 ใน 5 ของญี่ปุ่น เมื่อมาเปิดสาขาในไทยน่าจะได้กระแสตอบรับที่ดีจากคนญี่ปุ่นที่มาทำงานหรือเที่ยวในไทยแน่นอน โดยคาดว่าลูกค้าร้านสึโบฮาจิ จะเป็นคนญี่ปุ่น 60% คนไทย 40% แต่ร้านอิโตคาโจ น่าจะคนไทย 60% ญี่ปุ่น 40% เพราะคนไทยชื่นชอบการรับประทานอาหารปิ้งย่างมาก ร้านทั้งสองแห่งจัดเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ไม่เน้นเรื่องโปรโมชั่นราคาถูกและไม่กังวลการแข่งขันร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่แล้วในตลาด เพราะแบรนด์สึโบฮาจิมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว” พอลล์ กล่าว
สำหรับแผนการขยายร้านอาหารที่วางไว้ ปีหน้าจะขยาย 10 ร้าน ครอบคลุมร้านอาหารแฟรนไชส์ในเครือสึโบฮาจิรวมทั้งร้านอาหารจีนและไทยที่มีอยู่ แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นร้านใดเท่าไหร่ เนื่องจากต้องการประเมินกระแสตอบรับร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งเปิดไปก่อน ว่าร้านประเภทใดได้รับความนิยมมากกว่ากัน จากนั้นจึงวางแผนว่าจะขยายร้านใดและควรนำแบรนด์ใดเข้ามาอีก
ขณะที่งบลงทุนขยายร้านอาหารมี 150 ล้านบาท หรือลงทุนร้านละ 10-15 ล้านบาท คาดว่าสร้างรายได้ได้ร้านละ 36-40 ล้านบาทต่อปี ใช้เวลา 3 ปีคุ้มทุน ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือสึโบฮาจิ จะมี 20 ร้านใน 5 ปี
พอลล์ กล่าวว่า หลังขยายธุรกิจร้านอาหารได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ร้านอาหารเป็น 10-15% ใน 35 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมี 58% เท่านั้น โดยการมีธุรกิจร้านอาหารไม่เพียงกระจายความเสี่ยงรายได้ แต่เป็นประโยชน์ต่ออิมแพ็คในแง่การสร้างบุคลากรบริการแบบถาวรรองรับกรณีที่อิมแพ็คต้องจัดงานใหญ่ จะได้ไม่ประสบปัญหาขาดบุคลากร เพราะสามารถดึงจากร้านอาหารที่เปิดมาเสริมได้ อีกทั้งสามารถนำวัตถุดิบที่ใช้กับร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งหลายอย่างนำเข้าจากบริษัท สึโบฮาจิ ราคาไม่สูงแต่คุณภาพดีมากระจายให้ร้านอาหารอื่นที่บริษัททำอยู่ได้
สำหรับแผนการลงทุนอื่นของอิมแพ็ค ได้แก่ การลงทุนขยายโรงแรมไอบิส 600 ห้อง ในพื้นที่อิมแพ็คด้วยงบ 1,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันยังไม่คืบหน้าเพราะต้องรอผ่านขั้นตอนทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน หากก่อสร้างได้หลังเดือน เม.ย. 2557 น่าจะเปิดได้ทันเดือน ต.ค. 2558 รองรับความต้องการได้ดีขึ้นช่วงที่อิมแพ็คจัดงานต่างๆ เพราะปัจจุบันโรงแรมโนโวเทลที่เปิดให้บริการอยู่ก็มีอัตราเข้าพักอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเฉลี่ยทั้งปี 70%
ส่วนแผนการบริหารศูนย์ประชุมนอกอิมแพ็คยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันบริหารอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก และเซ็นสัญญาบริหารศูนย์ประชุมที่ภูเก็ตของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง
นับเป็นยุคท้าทายของอิมแพ็คทีเดียวกับการรุกสู่นอกอาณาจักรอย่างเต็มรูปแบบเช่นนี้







