
เตือนเออีซีทุบตลาดยางไทย
หลังประเทศเพื่อนบ้านแห่ปลูกเพิ่มแนะส่งเสริมอุตฯแปรรูปป้องราคาร่วง
หลังประเทศเพื่อนบ้านแห่ปลูกเพิ่มแนะส่งเสริมอุตฯแปรรูปป้องราคาร่วง
นักวิชาการชี้ยางไทยเสี่ยงสูงหลังเปิดเออีซี เหตุประเทศเพื่อนบ้านปลูกเพิ่ม แนะส่งเสริมอุตฯ แปรรูป
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พืชเกษตรของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัและปาล์มน้ำมัน ซึการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 5 แสนล้านบาท น
“ปัจจุบันไทยปลูกยางพารา 19 ล้านไร่ มีผลผลิต 3.4 ล้านตัน อินโดนีเซียปลูก 21 ล้านไร่ ผลผลิต 2.7 ล้านตัน และในปี 2563 อินโดนีเซียจะเพิ่มการผลิตเป็น 4 ล้านตัน เมื่อรวมกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชาและจีน อีกประมาณ 20 ล้านไร่ ผลผลิตจึงมีมาก” นายอัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลกและเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย เริ่มหันมาเป็นผู้ผลิตยางพารา โดยการเช่าที่ดินประเทศอื่นเพื่อเพาะปลูกด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งวางนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิตยางพารา พร้อมหามาตรการลดปัญหาราคายางตกต่ำ เพราะไทยส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ราคายังถูกกำหนดโดยตลาดโลก
นายอัทธ์ กล่าวว่า แนวทางสำคัญ คือ รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมการแปรรูปยางในอุตสาหกรรมระดับกลางน้ำมากขึ้นเพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยางจาก 16% เป็น 36% โดยเฉพาะการส่งเสริมให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรตั้งโรงงานแปรรูปยางกลางน้ำ เช่น โรงงานยางแท่ง ยางอัดก้อน การรณรงค์ใช้ยางพาราในโครงการของรัฐ รวมทั้งการเร่งรัดการตั้งโครงการรับเบอร์ซิตี้ หรือเมืองยางพารา ที่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการโครงการโซนนิ่งสวนยางพารา เพื่อลดการปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้และบริเวณภูเขาที่ทำให้เกิดภัยพิบัติดินโคลนถล่ม
นายอัทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปาล์มน้ำมัน รัฐบาลควรเน้นการปลูกเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากกว่าเป็นอาหาร ซึ่งจะทำให้ราคาปาล์มมันปรับดีขึ้น เนื่องจากไทยเป็นรองอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ผลิตปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และแต่ละปีจะมีสต๊อกน้ำมันกดดันราคาน้ำมันปาล์ม ส่งผลให้ราคาผลปาล์มดิบโลกตกต่ำ
ด้านนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ประสานให้ทุกกระทรวงเร่งทำข้อมูลโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงาน เพื่อนำเสนอต่อสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาการใช้ยางพาราในสต๊อกของรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้ามีข้อมูลการใช้ยางเข้ามาจำนวนกว่า 1 หมื่นตัน มูลค่า 9,000 ล้านบาทเท่านั้น







