
กิตติรัตน์เตือนแบงก์ชาติแก้ขาดทุนสะสม
โต้งทำหนังสือจี้ ธปท.แก้ปัญหาฐานะการเงินด่วน
โต้งทำหนังสือจี้ ธปท.แก้ปัญหาฐานะการเงินด่วน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ลงนามในหนังสือเลขที่ กค 1006/16944 ลงวันที่ 7 ต.ค. 2556 เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาฐานะการเงินของ ธปท.ที่มีผลการขาดทุนต่อเนื่อง เพราะหาก ธปท.ไม่สามารถแก้ปัญหาฐานะการเงินได้ด้วยตัวเองจะเป็นภาระทางการคลังต่อรัฐบาลในอนาคต
กระทรวงการคลัง ระบุว่า ฐานะการเงินของ ธปท.ที่ผ่านมาจะพบว่าการดำเนินงานของ ธปท.มีผลขาดทุนต่อเนื่อง และแม้ว่าปัจจุบันผลขาดทุนดังกล่าวจะยังไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านนโยบายของของ ธปท. แต่ก็มีความเสี่ยงที่ส่วนทุนจะติดลบมากขึ้น
ดังนั้น หาก ธปท.ไม่อาจแก้ปัญหาฐานะการเงินได้ด้วยตัวเองจนต้องพึ่งพาเงินเพิ่มทุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกับธนาคารกลางในประเทศ เช่น สิงคโปร์ ก็จะเป็นภาระการคลังของรัฐบาลต่อไป ดังนั้น การแก้ปัญหาฐานะการเงินของ ธปท.จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อสร้างความมั่นคงให้ ธปท.ในระยะยาว ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชน
ก่อนหน้านี้ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานกรรมการ ธปท. (บอร์ด ธปท.) แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการขาดทุนของ ธปท. แม้ว่าปัจจุบัน ธปท.จะมีผลการดำเนินงานขาดทุน 6 แสนล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่ผลการขาดทุนอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่ง ธปท.ต้องดำเนินมาตรการในการลดผลการขาดทุนต่อไป
ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.จัดทำรายงานประจำครึ่งปีแรกของปี 2556 (ม.ค.-มิ.ย.) เสนอ ครม.รับทราบ โดย ธปท.ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังสามารถใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศในระยะต่อไป
ธปท.ยังรายงานภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีแรกว่า เศรษฐกิจจีนและภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มชะลอตัวลง เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักฟื้นตัวอย่างช้าๆ ขณะที่การคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลก และทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน
“เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวน ซึ่งรวมถึงการไหลเข้าออกของเงินทุนในตลาดการเงินไทย เป็นผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้การส่งออกของไทยฟื้นตัวล่าช้า เมื่อรวมกับอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัวลงหลังเร่งการใช้จ่าย เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะขยายตัวชะลอลง”ธปท.ระบุ
ธปท.ชี้ว่า นช่วงครึ่งปีแรก กนง.มีการประชุมเพื่อตัดสินนโยบายอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง โดยวันที่ 3 เม.ย. 2556 กนง.คงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.75% เนื่องจากเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงทั้งการเร่งตัวของสินเชื่อและหนี้สินครัวเรือน ตลอดจนราคาสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของไตรมาส 2 ตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลายตัวชี้ไปในทิศทางชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงหลังเร่งการใช้จ่ายก่อนหน้านี้ อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย การประชุมกนง.วันที่ 27-29 พ.ค.2556 จึงตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 2.50%







