
กองทุนฯเผยเบี้ยประกันภัยพิบัติทรงตัว
กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติเผยเบี้ยประกันภัยทรงตัว น้ำท่วมไม่กระทบภาพรวม
กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติเผยเบี้ยประกันภัยทรงตัว น้ำท่วมไม่กระทบภาพรวม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดจะไม่ส่งผลกระทบให้ต้องปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยพิบัติ ซึ่งปัจจุบันกองทุนฯ กำหนดที่ 0.5% - 1.25% ต่อปี โดยกลุ่มครัวเรือนคิดที่ 0.5% ต่อปี ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) 1% ต่อปี และกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ 1.25% ต่อปี
ทั้งนี้ เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะพื้นที่ที่ท่วมส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ซึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมอยู่เป็นประจำแทบทุกปี ไม่ได้มีน้ำเหนือ ที่ไหลลงมาสมทบ ดังนั้น สถานการณ์จึงยังห่างไกลจากวิกฤติอุทกภัยที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมที่เคยได้รับผลกระทบได้มีการเตรียมพร้อมรับมือและบริหารจัดการ ความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก อาทิ การสร้างเขื่อนถาวรและระบบการระบายน้ำในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ส่งผลให้บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศมีความเชื่อมั่น และเข้ามารับความเสี่ยงในประเทศไทยมากขึ้น
“แม้สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่ถือเป็นภัยพิบัติ แต่กองทุนฯ ก็ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือจากการจ่ายค่าสินไหมอย่างเต็มที่”นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ยอดจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสะสมตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2555 - 20 ก.ย. 2556 จำนวน 1.69 ล้านฉบับ เป็นกรมธรรม์ที่ยังมีความคุ้มครองอยู่จำนวน 1.38 ล้านฉบับ โดยมีทุนประกันภัยพิบัติที่ยังมีความคุ้มครองอยู่ 8.47 หมื่นล้านบาท เป็นทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ที่ยังมีความคุ้มครองอยู่จำนวน 4.47 หมื่นล้านบาท
กลุ่มธุรกิจ SMEs และกลุ่มอุตสาหกรรม ให้ความสนใจในการทำประกันภัยพิบัติมากขึ้น โดยมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ รวมกันทั้งสิ้น 1.55 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 1.35 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 87% และในเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 2,056 ล้านบาท คิดเป็น 13% ซึ่งธุรกิจ SMEs และอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีมาตรการในการป้องกันน้ำท่วมทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้บริษัทประกันภัยรับความเสี่ยงไว้เองมากขึ้นและส่งต่อให้กองทุนฯ ลดลง
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ SMEs มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ทั้งสิ้น 6,635 ล้านบาท แบ่งเป็นนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 6,544 ล้านบาท หรือสัดส่วน 99% ที่เหลืออยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 91 ล้านบาท หรือ 1% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ รวม 8,925 ล้านบาท แบ่งเป็นนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 6,960 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 78% และในเขตนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 1,965 ล้านบาท หรือ 22%







