
ปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 4
ในไตรมาส 4 นี้ มีหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรจะเฝ้าติดตามดู โดยเฉพาะการเมืองไทยในเดือน พ.ย. ซึ่งน่าจะเข้มข้นมาก สมัยประชุมสภาปีนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ปัจจัยต่างๆ มีดังนี้
ในไตรมาส 4 นี้ มีหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรจะเฝ้าติดตามดู โดยเฉพาะการเมืองไทยในเดือน พ.ย. ซึ่งน่าจะเข้มข้นมาก สมัยประชุมสภาปีนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ปัจจัยต่างๆ มีดังนี้
1) คดีเขาพระวิหารที่จะเป็นข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งศาลโลกจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ถ้าผลตัดสินออกมาทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องเสียเขาพระวิหารไปให้กับกัมพูชาทั้งหมด ก็จะเป็นการสูญเสียดินแดนของไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล
กลุ่มที่ชุมนุมประท้วงที่ปักหลักกันที่อุรุพงษ์ คงมีประชาชนที่จะเข้ามาร่วมประท้วงรัฐบาลมากขึ้น โดยอาจมีคนนำความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวเข้ามาร่วมประท้วงรัฐบาลมากขึ้น รวมทั้งทางด้านธุรกิจและลูกสาวของน้องสาวคุณทักษิณ ชินวัตร เองก็ได้ไปแต่งงานกับทายาทหนุ่มที่เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลกัมพูชา แต่ถ้าศาลโลกตัดสินให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบ หรือศาลโลกให้ความเห็นว่าให้คงสภาวะเดิมไว้ ก็จะเป็นบุญของประเทศและรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ คงจะหายใจได้โล่งขึ้น
2) ที่มาของวุฒิสมาชิก (สว.) ซึ่งแต่เดิมมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง นโยบายของรัฐบาลอยากจะให้ที่มาของ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้หลายคนค่อนแคะว่าเราจะมีสภาผัวเมีย คือ สามีไปลงสมัคร สส. แล้วให้ภรรยา หรือญาติพี่น้องลงสมัคร สว. โดยอาศัยฐานเสียงสนับสนุนของสามี
จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ผมเห็นว่าดีที่สุด แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าในสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในระดับการศึกษาและการเข้าถึงข่าวสารบ้านเมืองที่ถูกต้องและรวดเร็ว โดยเฉพาะคนภาคอีสานซึ่งเป็นภาคีที่มีประชาชนจำนวนมากที่มีการศึกษาระดับที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ถูกชักจูงจากผู้ไม่หวังดีได้ง่าย
ผมชื่นชมคุณทักษิณที่มองการณ์ไกล เมื่อสมัยตอนที่ท่านตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ๆ ในปี 2541 ท่านวิเคราะห์ได้เฉียบขาด ที่ท่านเน้นหาเสียงกับคนภาคอีสานและภาคเหนือ (คุณทักษิณเป็นคนพื้นเพที่เชียงใหม่ โดยบรรพบุรุษมาจากเมือง Meizhou มณฑลกวางตุ้ง) โดยใช้นโยบายประชานิยมและเน้นให้ความช่วยเหลือกับคนสองภาคนี้เป็นพิเศษ ทำให้พรรคไทยรักไทยของท่านประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้ง สามารถยึดครองฐานเสียงของคนสองภาคนี้ได้อย่างเหนียวแน่นตราบจนปัจจุบันนี้
ในอดีตท่านเคยกล่าวว่า ท่านจะดูแลช่วยเหลือจังหวัดที่เลือก สส.พรรคของท่านเท่านั้น ทำให้ประชาชนภาคอื่นๆ เกิดความน้อยใจ และถึงกับทำให้คนไทยบางส่วนไม่ค่อยชอบใจ เมื่อมาดูจำนวน สส.ของไทย จะเห็นได้ว่าถ้าพรรคไหนสามารถครองเสียงภาคอีสานและภาคเหนือได้ ก็จะมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนได้ทันที จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไทยให้สิทธิผู้เสียภาษีรายได้บุคคลมีเสียงมากกว่า 1 เสียงต่อคน ก็น่าจะดีนะครับ
โดยกำหนดให้ผู้ที่เสียภาษีรายได้บุคคลที่ชำระภาษีเกินกว่า 1 หมื่นบาทต่อปี มีเสียงเท่ากับ 1.5 เสียง ผู้ที่เสียภาษีเกิน 1 แสนบาทต่อปี มีเสียงเท่ากับ 21 เสียง โดยให้ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นผู้เสียภาษีที่เข้าข่ายดังกล่าว ทำหนังสือยื่นกรมสรรพากรเพื่อขอเอกสารรับรองเอาไว้ใช้ตอนที่จะไปออกเสียงเลือกตั้ง ดูแล้วยังอาจจะแปลก แต่ผมคิดว่าเหมาะกับสังคมไทยดี จนกว่าคนไทยทั่วประเทศมีระดับการศึกษาที่ดีขึ้นจึงกลับไปใช้วิธีเดิม ผมคิดว่าบางครั้งบางสิ่งบางอย่างที่ดี แต่ถ้าเรา Modify อีกสักหน่อย จะทำให้สิ่งเหล่านั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น ถึงเวลานั้นถ้าพรรคเพื่อไทยยังสามารถชนะเลือกตั้งได้อีก ก็จะเป็นความภูมิใจของพรรคเพื่อไทยเองที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นขวัญใจประชาชนอย่างแท้จริง ถ้ายังมีคนออกมาประท้วงอีก ผมจะเป็นคนแรกๆ ที่จะออกมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเอง
3) พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งในเนื้อหาที่แปรญัตติจะมีการนิรโทษกรรมทั้งประชาชนที่เข้าร่วมประท้วงและนักการเมืองที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของคนที่เข้าร่วมประท้วง รวมทั้งคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติเมื่อปี 2549 ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ประมูลที่ดินในสมัยที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งอาจจะดึงผู้คนไปร่วมประท้วงด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยผู้นำพรรคบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ว่าจะนำประชาชนเข้าร่วมประท้วงด้วย
4) พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ผมมั่นใจว่าน่าจะผ่านสภา แต่จะไปตกม้าตายที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องติดตามดู
5) การทุจริตในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะกรณีรับจำนำข้าว ซึ่งหม่อมอุ๋ยเพิ่งจะเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงท่านนายกฯ และ ป.ป.ช. ก็กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านคงจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและเปิดโปงการทุจริตอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ คงต้องติดตามดูว่า FED จะเริ่ม Tapering QE เมื่อไร โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าน่าจะเป็นไตรมาสแรกปีหน้าและการยกเลิกคิวอี (QE) จะเริ่มทำเมื่อไร รวมทั้งคอยเฝ้าดูว่า ธปท. จะมีการปรับลดประมาณการจีดีพี (GDP) ลงอีกหรือไม่ ในวันที่ 25 ต.ค.นี้
ส่วนตลาดหุ้นไทย ผมยังยืนยันว่า ถ้าลงมาช่วงนี้ด้วยปัจจัยข้างต้น น่าจะเป็นจังหวะดีที่นักลงทุนจะได้ทยอยเก็บสะสมหุ้นไว้ถึงปีหน้า ซึ่งผมคาดว่าตลาดหุ้นน่าจะดีกว่าปีนี้ โดยคาดหวังดัชนีที่ 1,600-1,700 จุด ครับ







