
รถยนต์นั่งเปิดตัวคึกคักจับตา2รุ่นฮอต2สไตล์
ในรอบสัปดาห์นี้ถ้าไม่กล่าวถึงการเปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่ามาแรงในตลาดรถยนต์นั่งก็คงจะไม่อินเทรนด์ ซึ่งจะต่างกันก็แค่ขนาดของรถยนต์ที่รุ่นหนึ่งเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง (ดีเซ็กเมนต์) และอีกรุ่นหนึ่งเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์)
ในรอบสัปดาห์นี้ถ้าไม่กล่าวถึงการเปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่ามาแรงในตลาดรถยนต์นั่งก็คงจะไม่อินเทรนด์ ซึ่งจะต่างกันก็แค่ขนาดของรถยนต์ที่รุ่นหนึ่งเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง (ดีเซ็กเมนต์) และอีกรุ่นหนึ่งเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์)
เทียน่า เจนฯ3
เอาล่ะ เริ่มต้นกันก่อนในฐานะที่เปิดตัวเร็วกว่าอีกค่ายหนึ่ง 1 วัน กับ “นิสสัน เทียน่า ใหม่” ซึ่งจนถึงปัจจุบันเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว นับตั้งแต่รุ่นแรกที่เปิดตัวมาในปี 2546 และได้มีการปรับโฉมพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ถือได้ว่าความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ “นิสสัน” มีความมั่นใจในการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดทำให้ “นิสสัน เทียน่า ใหม่” ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ในตลาด ด้วยเป้าหมายการจำหน่ายในระดับ 1 หมื่นคัน ภายหลังการเปิดตัวใน 1 ปี
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นโดนใจจับกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้บริหารรุ่นใหม่ และผู้บริหารระดับสูง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Suggestive Aura” ดีไซน์ปราดเปรียวล้ำสมัย สง่างามเหนือระดับด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและภูมิฐานด้วยการตกแต่งโครเมียมตั้งแต่กระจังหน้าจรดไฟท้าย ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์เลนส์ซีนอน พร้อมไฟเลี้ยวและไฟท้ายแบบ LED พร้อมหลังคาซันรูฟปรับไฟฟ้าและกระจกมองข้างดีไซน์ใหม่
ขณะที่ภายในถูกดีไซน์ให้มีความหรูหราและฟังก์ชั่นระดับพรีเมียมให้ความสะดวกสบาย แต่แฝงความเป็นสปอร์ตหรูด้วยเบาะหนังที่ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อกระจายแรงกดทับและรองรับกระดูกสันหลัง ขณะที่เติมเต็มอารมณ์ความสุนทรีย์จากเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ อย่าง BOSE พร้อมลำโพง 9 จุด ให้ระบบเสียงเต็มอารมณ์สมบูรณ์แบบ
ด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยที่มีมาให้ในรถยนต์รุ่นดังกล่าวกับเทคโนโลยีกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Around View Monitor) ให้ภาพเสมือนจริงทุกองศา เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นวัตถุรอบตัวได้อย่างชัดเจน พร้อมระบบการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Transport System) ระบบแจ้งเตือนบนหน้าจอ 3 มิติ ให้ผู้ขับขี่รับทราบข้อมูลแบบ 360 รอบคัน ซึ่งเป็นจุดเด่นและจุดขายใน นิสสัน เทียน่า ใหม่
พร้อมด้วยเครื่องยนต์ 2 ขนาดด้วยกัน คือ เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2.5 ลิตร DOHC เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว Twin CVTC ให้กำลังสูงสุดที่ 173 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 234 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร DOHC เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว CVTC ให้กำลังสูงสุดที่ 136 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 190 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์แปรผันอัตโนมัติอัจฉริยะ XTRONIC CVT
ทั้งหมดอยู่ภายใต้นิยาม “ยนตรกรรมหรูระดับ มาสเตอร์พีซ” ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1.27-1.62 ล้านบาท







