
วัฒนธรรมเชื่อมใจ
สาวเวียดนามคนนี้ เมื่อเห็นครั้งแรก ก็คิดว่าเป็นสาวไทย เพราะส่งยิ้มหวานให้ตั้งแต่ที่เจอกัน แต่ที่ไหนได้ เธอเป็นสาวเวียดนามแท้ 100% เกิดและเติบโตในเวียดนาม ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท คณะอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
สาวเวียดนามคนนี้ เมื่อเห็นครั้งแรก ก็คิดว่าเป็นสาวไทย เพราะส่งยิ้มหวานให้ตั้งแต่ที่เจอกัน แต่ที่ไหนได้ เธอเป็นสาวเวียดนามแท้ 100% เกิดและเติบโตในเวียดนาม ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท คณะอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
ชื่อเวียดนามของสาวคนนี้ คือ เหงวียน ถิ เกี่ยว ยาง อายุ 25 ปี มีชื่อเล่นที่คนไทยตั้งให้ว่า สายธาร หรือ น้ำ
น้ำชื่นชอบประเทศไทย รวมทั้งได้ฟังเพลงไทย และเคยดูละครไทยตั้งแต่เด็ก เธอเลือกเรียนเอกวิชาภาษาไทย ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เมื่อความ ชอบเมืองไทยบวกกับแรงผสมหลายอย่างรวมกัน ทำให้เธอสามารถฝ่าฟันจนเรียนจบปริญญาตรีได้ แม้ว่าเพื่อนร่วมห้องบางคนจะถอดใจ เลิกเรียนภาษาไทยกลางคัน และหันไปเรียนภาษาอื่นแทน เพราะภาษาไทยยากมาก
เธอบอกว่า ในแต่ละปีมีคนเวียดนามที่เรียนจบภาษาไทยประมาณ 50 คนเท่านั้นทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีนักศึกษาเรียนเยอะ แต่ละปีมีคนเรียนจบมากกว่า 1,000 คน
น้ำยอมรับว่า การเรียนภาษาไทยค่อนข้างยาก ทำให้ช่วงแรกไม่กล้าพูดภาษาไทย แต่เมื่อมหาวิทยาลัยส่งให้มาอยู่เมืองไทย 1 เดือน ได้เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จึงเริ่มกล้าที่จะพูดภาษาไทยมากขึ้น และค่อยๆ พูดคุยภาษาไทยด้วยความมั่นใจเพิ่มขึ้น
ขณะนี้น้ำกำลังทำงานพิเศษ เก็บเงินสำหรับเดินทางมาไทย เพื่อมาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงในสิทธิและอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยเมื่อมีการเปลี่ยนระบบรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1932” เป็นหัวข้อที่ใช้ข้อมูลเยอะ และตำราที่เวียดนามมีน้อย จึงต้องเดินทางมาหาข้อมูลที่ไทย
“เลือกหัวข้อนี้ เพราะจะทำการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะลดลง แต่จริงๆ แล้ว พระองค์ได้รับการเคารพและเทิดทูนจากประชาชน เป็นศูนย์รวมใจคนทั้งชาติ ถือว่ามีอำนาจแบบนามธรรมที่มากกว่ารูปธรรมอีก ในอนาคตเมื่อเรียนจบระดับปริญญาโทแล้ว ก็อยากมาทำงานที่เมืองไทยหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย” น้ำ กล่าว
ส่วนมุมมองต่อการเปิดประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเรียนรู้วัฒนธรรมและการทำงาน การลงทุนธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รวมทั้งยังทำให้คนในอาเซียนที่อยู่ห่างไกลกัน เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยไม่ต้องมีพรมแดน
ขณะเดียวกัน เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็ต้องมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แต่ละประเทศ หรือคนในประเทศก็ต้องเรียนรู้ ปรับตัว รู้จักจุดแข็ง และจุดอ่อนของแต่ละประเทศ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด รวมทั้งการรวมกลุ่มในครั้งนี้ ยังส่งผลให้อาเซียนมีความเข้มแข็งและมีพลังในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก
“ชอบประเทศไทยและชอบใช้สินค้าไทย คนเวียดนามก็ชอบสินค้าไทย แม้ว่าจะแพงกว่าสินค้าจากจีน 12 เท่า แต่เทียบคุณภาพแล้วสินค้าไทยดีกว่า ทั้งอาหารและเสื้อผ้าแฟชั่น ความรู้สึกที่ได้ทำงานกับคนไทยที่ผ่านมา รู้สึกใกล้ชิดคนไทย คนไทยใจดี ชอบสอน แนะนำ เผยแพร่ความรู้ให้กับคนทั่วไป และคนไทยขยันทำงานโดยไม่เน้นเรื่องเวลา”
“ความรู้สึกส่วนตัว ดีใจที่มีการเปิดเออีซี เพื่อเชื่อมโยงแต่ละประเทศในอาเซียน ทำให้เราได้รู้จักประเทศอื่น เพื่อนใหม่ และเป็นโอกาสของคนในอาเซียนที่จะได้เข้าไปทำงานในแต่ละประเทศด้วย”
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดเออีซีนั้น เธอไม่ได้ปรับตัวอะไรมากมาย เพราะสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อยู่แล้ว แต่เป็นโอกาสที่ดีในการรู้จักประเทศในอาเซียน รู้จักเพื่อนในอาเซียน ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของอาเซียนมากขึ้น
น้ำ ทิ้งท้ายว่า แม้เธอจะเป็นคนเวียดนาม แต่ก็รู้สึกผูกพันและชื่นชอบวัฒนธรรมไทยมาก เพราะวัฒนธรรมเป็นรากฐานที่สำคัญของแต่ละประเทศ และเธอก็เคยเรียนรำไทย ได้รำไทย แต่งชุดไทยมาหลายครั้งแล้ว







