
ธุรกิจทำความสะอาดสดใสบริษัทแห่ใช้บริการหนีต้นทุนพุ่ง
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ส่งผลให้ต้นทุนของทุกภาคธุรกิจพุ่งขึ้น บริษัทจำนวนมากเลือกใช้บริการบริษัทรับจ้างภายนอก (เอาต์ซอร์ส) เข้ามาดูแลงานหลายด้านที่ไม่ใช่งานหลักของบริษัท หนึ่งในนั้นคือ งานทำความสะอาด
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ส่งผลให้ต้นทุนของทุกภาคธุรกิจพุ่งขึ้น บริษัทจำนวนมากเลือกใช้บริการบริษัทรับจ้างภายนอก (เอาต์ซอร์ส) เข้ามาดูแลงานหลายด้านที่ไม่ใช่งานหลักของบริษัท หนึ่งในนั้นคือ งานทำความสะอาด
เฮทเตอร์ สุขเสม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภาคพื้นเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออก กลุ่มบริษัท โอซีเอส ซึ่งมีบริการเอาต์ซอร์สรับจ้างทำความสะอาด กล่าวว่า ธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดในไทยมีการแข่งขันสูงมาก เพราะความต้องการใช้บริการรับทำความสะอาดในไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ ต่างจากหลายตลาดในอาเซียนที่การเติบโตของธุรกิจยังไม่แข็งแกร่งนัก เพราะตลาดยังไม่มีความเข้าใจธุรกิจนี้ ทำให้บริษัทต่างชาติสนใจเข้ามาตลาดเมืองไทยมากขึ้น
ล่าสุด บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ เพิ่งร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์การทำความสะอาดแห่งประเทศอิตาลี จัดงานแสดงเทคโนโลยี อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ในธุรกิจทำความสะอาดและอนามัย 1820 ก.ย. 2557 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้หาเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจ
ขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้เอาต์ซอร์สทำความสะอาดโตต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่ต้องการแบกภาระต้นทุนด้านนี้ จึงหันมาจ้างเอาต์ซอร์สมากขึ้น เพื่อประหยัดต้นทุนแรงงาน และทำให้บริษัทไม่ต้องบริหารงานทำความสะอาดเอง มีเวลาดูแลธุรกิจมากขึ้น
ทั้งนี้ การที่คู่แข่งมากขึ้นทำให้บริษัทต้องปรับตัวโดยใช้จุดเด่นการมีเทคโนโลยีทำความสะอาดบ้านที่ลดใช้แรงงานคน ซึ่งจะช่วยให้การทำความสะอาดมีประสิทธิภาพขึ้น โดยในการตกลงกับคู่ค้าที่มาจ้าง ก็จะเน้นวัดผลงานจากประสิทธิภาพทำความสะอาด ไม่ใช่วัดที่จำนวนพนักงานที่จ้างมาทำ
ปรีชา อัมพรสิทธิกูล ผู้จัดการทั่วไป ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท นิลฟิสก์ แอ๊ดวานซ์ ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทำความสะอาด กล่าวว่า ธุรกิจอุปกรณ์ทำความสะอาด มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตกว่าการขยายตัวเศรษฐกิจกว่า 3% ทุกปี เช่น เศรษฐกิจเติบโต 5% ธุรกิจนี้โต 89% ไทยมีมูลค่าธุรกิจมากรองจากสิงคโปร์ และมีแนวโน้มเติบโตอีก เพราะกลุ่มบริษัทรับจ้างทำความสะอาด รวมถึงบริษัททั่วไปเริ่มต้องการใช้เทคโนโลยีทำความสะอาดมากขึ้น เช่น ใช้รถกวาดพื้น ที่สามารถทดแทนแรงงานคนได้ 6 เท่า สามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ภายใน 1 ปี 2 เดือน
“ธุรกิจอุปกรณ์ทำความสะอาดมีแนวโน้มโตมาก หลังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เพราะบริษัทต้องการมีกำไรเพิ่มในภาวะต้นทุนค่าแรงเพิ่ม จึงหันมาหานวัตกรรมลดใช้แรงงาน ขณะที่กลุ่มครัวเรือนใช้บริการนี้สูงขึ้น ผลจากคนทำงานนอกบ้านมากขึ้น ไม่มีเวลาดูแลบ้านเอง” ปรีชา กล่าว
ทั้งนี้ มองว่าธุรกิจทำความสะอาดจะโตได้ต้องมีคุณภาพขึ้น หากไทยโดยเฉพาะภาครัฐเปลี่ยนแนวคิดจ้างบริษัทความสะอาด จากเน้นเรื่องราคาถูก มาเน้นเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐสนับสนุนการใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ สะอาดเรียบร้อยขึ้น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มา โดยอาจสนับสนุนด้วยมาตรการลดภาษีนำเข้านวัตกรรมทำความสะอาด และสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานให้เข้าใจการทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัจจุบันแรงงานที่เข้าสู่ธุรกิจทำความสะอาดขาดแคลน เนื่องจากคนมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่น่าทำ
ธนาเศรษฐ์ เประมะไตรศักดิ์ ผู้จัดการแผนก บริษัท อีโคแลบ ตัวแทนชมรมผู้ประกอบการรักษาความสะอาด กล่าวว่า ธุรกิจทำความสะอาดในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มยังโตต่อเนื่อง เจ้าของอาคารต่างๆ หันมาใช้เอาต์ซอร์สทำความสะอาดมากขึ้น เพราะไม่ต้องการรับพนักงานเพิ่ม ทำให้ภาระสวัสดิการพนักงานเพิ่ม การแข่งขันของธุรกิจนี้ยังเน้นราคาเป็นหลัก แต่อนาคตคงแข่งขันที่เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนแรงงาน ทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กที่ทำธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดต้องปรับตัวหาเทคโนโลยีมากขึ้น
ทั้งนี้ อยากเสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องแรงงานที่จะมาอยู่ในธุรกิจทำความสะอาดในอนาคต ให้ข้อมูลกับกลุ่มคนว่างงาน สนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพทำความสะอาด เพื่อให้คนที่ว่างงานรู้สึกว่าอาชีพนี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ หากเป็นไปได้ควรสนับสนุนการลดภาษีสินค้านวัตกรรมทำความสะอาด เพื่อจูงใจผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีทำความสะอาดให้มีประสิทธิภาพขึ้น
นับว่าเป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจและยังสามารถเติบโตได้อีก ในภาวะเศรษฐกิจเติบโตน้อยลง เพราะเป็นทางเลือกสำคัญของบริษัทที่อยากลดต้นทุนธุรกิจนั่นเอง







