
รวยด้วยบ้าน 3
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คนไทยเราต้องเผชิญกับมรสุมที่พาด ผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ล่าสุดก็มีพายุโซนร้อน “นารี” (แต่ไม่ค่อยจะน่าพิสมัยเหมือนชื่อเลยนะคะ) ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนไปทั่ว แถมดิฉันได้ข่าวว่ายังจะมีมรสุมเข้ามาอีกระลอก ซึ่งก็ไม่ต่างกับเศรษฐกิจไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญกับมรสุมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่ถาโถมเข้าใส่อยู่เป็นระลอกๆ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คนไทยเราต้องเผชิญกับมรสุมที่พาด ผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ล่าสุดก็มีพายุโซนร้อน “นารี” (แต่ไม่ค่อยจะน่าพิสมัยเหมือนชื่อเลยนะคะ) ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนไปทั่ว แถมดิฉันได้ข่าวว่ายังจะมีมรสุมเข้ามาอีกระลอก ซึ่งก็ไม่ต่างกับเศรษฐกิจไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องเผชิญกับมรสุมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่ถาโถมเข้าใส่อยู่เป็นระลอกๆ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือน เม.ย. 2553 ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย จนตัดสินใจชะลอการเข้ามาลงทุน ในขณะเดียวกันก็ฉุดรายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทยให้ลดลงอย่างมาก มาจนถึงมหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ก็ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศเป็นลูกโซ่
โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาระบุว่าในไตรมาส 4 ปี 2554 เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 9% เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์โดยส่งผลกระทบเป็นมูลค่าสูงถึง 328,154 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2554 เติบโตเพียงแค่ 0.3% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 3.8% เลยนะคะ
เรียกได้ว่าตลอดช่วง 34 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับมรสุมลูกแล้วลูกเล่า โหมซัดเข้ามาไม่มีหยุดหย่อน นักลงทุนในตลาดหุ้นเองก็ต้องเผชิญกับความผันผวน หรือราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง ทำให้มีนักลงทุนหลายรายประสบภาวะขาดทุน หรือเกิดสภาวะการลงทุนที่เรียกว่าติดดอย โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีพฤติกรรมประเภทตามกันเป็นกลุ่ม (Herding Behavior) และขาดความรู้ความชำนาญที่เพียงพออาจจะมีความต่างกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างให้ผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งในแบบที่เป็นการลงทุนทางตรง ไม่ว่าเป็นการซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่อเก็งกำไรหรือจะเก็บรายได้จากค่าเช่า
แต่ทั้งนี้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงนั้นก็มีข้อพึงระวังในแง่ที่ว่า จะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงและมีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นจากการดูแลรักษา แถมยังมีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย
นักลงทุนอาจเลือกลงทุนในแบบที่เป็นการลงทุนทางอ้อม โดยลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากประชาชนผ่านการ ขายหน่วยลงทุน ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้แก่ โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า เป็นต้น แล้วนำมาบริหารจัดการ เก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากค่าเช่า แล้วนำมาเฉลี่ยจัดสรรให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนตามสัดส่วนอีกที
อย่างไรก็ตาม การลงทุนซื้อบ้านหรือคอนโดสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ จากกราฟด้านบน คุณผู้อ่านจะเห็นว่าราคาเฉลี่ยของบ้านและทาวน์เฮาส์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โดยปี 2556 ราคาเฉลี่ยของบ้านอยู่ที่ 5.91 ล้านบาท สูงขึ้นถึง 25.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ราคาเฉลี่ยของบ้านอยู่ที่ 4.72 ล้านบาท ในขณะที่ทาวน์เฮาส์ (ในช่วงเวลาเดียวกัน) ก็มีราคาเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 36.1% เลยทีเดียวค่ะ
ดังนั้น ดิฉันจึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนที่นอกจากจะลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักกันทั่วไปแล้ว ลองมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านและคอนโดดูค่ะ
ในฉบับหน้าดิฉันจะมาเล่าให้ฟังต่อถึงการลงทุนคอนโดว่าจะเป็นอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก
สุดท้ายนี้การลงทุนที่ดีต้องมาจากสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง จึงขอให้คุณผู้อ่านรักษาสุขภาพในภาวะที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงกันด้วย นะคะ
ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.drkessara.com หรือจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ kessara@ senadevelopment.com







