
บินไปเรียนภาษาคุ้มค่า... น่าลงทุน!
ใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งน่ากลัว!!! ไม่ใช่ภัยอันตรายที่ไหน แต่การเข้าร่วม “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือเออีซี ในปี 2558 ที่ทำให้คนเป็น “ภูมิแพ้ภาษาอังกฤษ” และ “ไม่กล้าสบตาชาวต่างชาติ” รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน
ใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งน่ากลัว!!! ไม่ใช่ภัยอันตรายที่ไหน แต่การเข้าร่วม “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือเออีซี ในปี 2558 ที่ทำให้คนเป็น “ภูมิแพ้ภาษาอังกฤษ” และ “ไม่กล้าสบตาชาวต่างชาติ” รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน
เพราะนับจากนี้จะไม่มีข้ออ้างสำหรับความอ่อนด้อยในภาษาอังกฤษของพวกเราอีกแล้ว ไม่มีที่ว่างให้กับภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ อีกแล้ว
สำหรับ “เด็กยุคใหม่” ที่แม้จะมีข้อมูลว่า เด็กไทยอ่อนภาษาอังกฤษ ก็ยังไม่น่าห่วงเท่ากับพวกเราที่เรียนจบแล้วทำงานแล้ว เพราะพวกเรากำลังจะถูกทิ้งให้ “ล้าหลัง” ถ้าไม่มีทักษะภาษาอังกฤษ
ขนาด สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ยังออกปากว่า “ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในขั้นวิกฤต” (และมั่นใจว่าจะไม่มีใครยกมือขึ้นคัดค้าน)
แต่โชคดีอยู่หน่อยที่ ยังพอมีเวลา... ให้ไปเคาะสนิม ฝึกทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ให้คล่องพอๆ กับเจ้าของภาษา
สำหรับคนที่จำเป็นเร่งด่วน เวลาแค่ ปีกว่าๆ อาจจะไม่มากพอให้ค่อยๆ หัด ค่อยๆ ฝึก และถ้าใครตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แนะนำให้ “หักดิบ” ลุยเดี่ยวไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศกันเลย
ชลาลัย ขวัญสุวรรณ ผู้จัดการแผนการศึกษาต่อต่างประเทศ บริษัท อีเอฟ เอ็ดดูเคชั่น เฟิร์สท์ ยืนยันว่า การเรียนภาษาในต่างประเทศจะช่วยให้ “เป็นเร็ว” กว่าเรียนในประเทศ เพราะการฝึกภาษาต้องเกิดจากการใช้งานจริง
และการใช้ชีวิตในต่างแดน ถ้าไม่พูด พูดไม่ได้ ก็คงจะอดตาย
อยากไปต้องเลือก
หลังจากไปด้อมๆ มองๆ หาค่าเรียนเฉพาะคอร์สเรียนภาษาเพียงอย่างเดียว ก็พบว่า มันเยอะมาก มีตั้งแต่หลักสูตรระยะสั้นไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงเรียนกันเป็นปี มีหลากหลายระดับตั้งแต่ “เบบี้” ไปถึง “โปรเฟสชั่นนัล” และมีค่าเรียนที่หลากหลายระดับราคาเช่นกัน
เลยขออนุญาตหยิบมาเฉพาะหลักสูตร Intensive Academic ของ อีเอฟ เอ็ดดูเคชั่น เฟิร์สท์ มาเป็นแนวทางที่น่าจะพอทำให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้บ้าง (ชลาลัย บอกว่า 99% จะเลือกหลักสูตรนี้ โดยมีระยะเวลาเรียน 6, 9 และ 11 เดือน)
จากการเปรียบเทียบ จะเห็นว่า ถ้าเป็นหลักสูตร 6 เดือน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 45 แสนบาท และขยับเป็น 5 แสนต้นๆ ไปจนถึง 6 แสนปลายๆ สำหรับการเรียน 9 เดือน และถ้าเป็น 11 เดือน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มเป็น 7 แสนจนถึงเกือบ 9 แสนบาท
ชลาลัย บอกอีกว่า ค่าใช้จ่ายที่เห็นนี้เป็นค่าธรรมเนียมตลอดหลักสูตร รวมค่าที่พักและอาหารไว้แล้ว ซึ่งรายจ่ายส่วนนี้จะคิดเป็น 85% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอีก 15% จะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
“นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนนี้แล้ว เรายังแนะนำให้มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ติดตัวไว้ประมาณสัปดาห์ละ 200-300 เหรียญในสกุลเงินท้องถิ่น” ชลาลัย กล่าว
เพราะฉะนั้นถ้าเลือกไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา 6 เดือน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4 แสนบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท/เหรียญสหรัฐ) บวกค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับอีก 56 หมื่นบาท และค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 1 แสนบาท รวมแล้วก็ไม่มากไม่น้อยประมาณ 6 แสนบาทเท่านั้นเอง
นอกจากค่าเรียนไม่เท่ากันแล้ว แต่ละประเทศ (แต่ละเมือง) ยังมีค่าครองชีพที่แตกต่างกันด้วย
เว็บไซต์ hotcourses.in.th รวบรวม “ค่าครองชีพ” ของแต่ละประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนเอาไว้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ประเทศออสเตรเลียจะมีค่าครองชีพสูงกว่าสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเสียอีก
“ค่าครองชีพในอังกฤษ สหรัฐและแคนาดาจะพอๆ กัน แต่ค่าครองชีพในออสเตรเลียค่อนข้างสูง” ชลาลัย กล่าว พร้อมแนะนำว่า ประเทศที่น่าสนใจ คือ นิวซีแลนด์ เพราะมีค่าครองชีพไม่สูงและมีความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันระหว่างเรียนก็สามารถชดเชยได้ด้วยการทำงานพิเศษ เพราะหลายประเทศอนุญาตให้คนที่ถือวีซ่านักเรียนสามารถทำงานได้ตามระยะเวลาที่กำหนด
เว็บไซต์ hotcourses.in.th ให้ข้อมูลว่า ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่หากเป็นที่สิงคโปร์จะอนุญาตให้ทำได้สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง
และการทำงานพิเศษที่ออสเตรเลีย อาจจะทำให้มีรายได้เพิ่มชั่วโมงละ 15 เหรียญสหรัฐ ขณะที่นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 78 เหรียญสหรัฐ
อยากไปต้องลงทุน
แต่การคิดจะไป “หักดิบ” ในต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะใช้เงินทุนไม่ใช่น้อยๆ ซึ่งหลายคนเมื่อเห็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแล้วก็แทบหงายหลัง เพราะหลังจากจ่ายค่าเรียนไปแล้วก็เกือบจะอดตายเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะไปเรียน ต้องเริ่มจากประหยัดอดออม เพื่อเก็บเงินให้ได้เสียก่อน และอาจจำเป็นต้องหางานพิเศษเพื่อเพิ่มรายได้ เรียกว่าต้องทนอดและอดทน เพื่อวันข้างหน้า
ในขณะที่เงินออมในแต่ละเดือนก็ไม่ควรจะทิ้งเอาไว้ในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว เพราะมันจะงอกเงยไม่ทันเงินเฟ้อ แบ่งสันปันส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น หรือกองทุนหุ้นบ้าง แต่ก็ไม่ควรจะลงทุนมากเกินไปถ้าการออมมีระยะเวลาจำกัด เพราะความผันผวนจากตลาดหุ้นอาจจะทำให้บรรลุเป้าหมายช้ากว่ากำหนด
แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเก็บออมได้มากพอที่จะบินไปเรียนต่างประเทศก็ตัดใจเรียนในประเทศนี่ละ เพราะคนเก่งภาษาอังกฤษจำนวนมากไม่เคยไปต่างประเทศ







