
ต่างชาติหยุดซื้อหุ้นจ้องขายลูกเดียว
เหตุการณ์รุนแรงทำให้เสียเลือดเนื้อและมีคนล้มหายตายจากเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างประเมินค่ามิได้ บั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งของคนไทยและคนต่างชาติลงไปเรื่อยๆ
เหตุการณ์รุนแรงทำให้เสียเลือดเนื้อและมีคนล้มหายตายจากเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างประเมินค่ามิได้ บั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งของคนไทยและคนต่างชาติลงไปเรื่อยๆ
ซึ่งเห็นภาพผลกระทบอย่างชัดเจน หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติดอนเมือง เมื่อบ่ายวันที่ 28 เม.ย.นี้แล้ว ฉุดให้ดัชนีหุ้นลดฮวบอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาปิดที่ระดับ 749.49 จุด ติดลบ 12.51 จุด หรือ คิดเป็น 1.64% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายบางตา 18,531 ล้านบาท เพราะนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ถึง 2,391 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นที่อ่อนตัวลงแรงในช่วงบ่าย เป็นเพราะนักลงทุนชาวต่างชาติตกใจเหตุการณ์รุนแรง จึงขายหุ้นออกมาจำนวนมาก ขณะที่ภาคเช้า ดัชนีอ่อนตัวลงเล็กน้อย แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะดิ่งลงแรง หลังประเทศกรีซและโปรตุเกสถูกลดอันดับเครดิต ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่ายุโรปจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงิน และฉุดให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วนระลอกใหม่
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวานนี้ ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติเกิดความกังวลมากยิ่งขึ้น ทำให้ไม่กล้ากลับเข้ามาซื้อสุทธิเหมือนเมื่อก่อนที่เหตุการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ แต่ไม่ได้เกิดความรุนแรงก็ยังพอรับได้ เพราะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยดีขึ้น
“ในช่วงนี้ชาวต่างชาติยังมีความคิดเห็นแตกต่างกัน จะมียอดซื้อสุทธิและขายสุทธิสลับกัน ไม่ใช่ซื้อสุทธิต่อเนื่องเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่ถึงกับถล่มขายหุ้นออกมา เพราะเงินยังไม่มีทางไปไหน และเศรษฐกิจในเอเชียยังดีอยู่ไม่ว่าจะเป็นจีน อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ขณะที่การส่งออกของไทยยังไม่แย่ลง” นางภัทรียา กล่าว
ส่วนผลกระทบจากประเทศกรีซและโปรตุเกสถูกลดอันดับเครดิตนั้น นางภัทรียา กล่าวว่า ผลกระทบคงยังไม่ถึงประเทศไทย และในทางกลับกันความกังวลในยุโรปก็อาจจะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในภูมิเอเชียมากขึ้นก็เป็นไปได้
สำหรับผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้ให้บริษัทชี้แจง เป็นเพราะยังประเมินความเสียหายไม่ได้ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักได้ทำบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุม บจ.ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมได้ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนกรณีบริษัท ไทยคม (THCOM)|ถือว่ายังไม่กระทบกับธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด เพราะยังไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และเข้าใจว่าเป็นความเห็นของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ต้องการซื้อหุ้นคืนจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเท่านั้น
นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในภาวะแบบนี้ รัฐบาลคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้นมากกว่าการแก้ไขในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้กระทบต่อแผนพัฒนาตลาดทุนไทยที่อาจต้องเลื่อนไปเพราะเป็นแผนแก้ไขปัญหาในระยะกลางและระยะยาวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเลื่อนออกไปไม่ได้สร้างความเสียหายต่อตลาดทุนมาก เพียงแต่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายเดิมเท่านั้น
นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า หากเกิดความรุนแรงขึ้นอีก ก็มีความเป็นไปได้ที่สถาบันความน่าเชื่อถือต่างประเทศ เช่น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) จะลดอันดับเครดิตประเทศไทย และถึงแม้ไทยจะยังไม่ถูดลดเครดิต แต่ขณะนี้ต้นทุนระดมทุนต่างประเทศของไทยก็เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะการรับรู้ของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว
สำหรับทริสนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเครดิตบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เพราะได้ประเมินภายใต้สมมติฐานกรณีเลวร้ายสุด คือการเมืองไม่สามารถแก้ไขได้จนถึงสิ้นปี เอกชนก็จะสามารถผ่านไปได้
ทั้งนี้ การปรับลดเครดิตของประเทศกรีซและโซนยุโรปนั้น เชื่อว่าส่งผลกระทบต่อภาพการลงทุนกับตลาดหุ้นทั่วโลกเพียงระยะสั้น และโซนยุโรปมีมูลค่าตลาดไม่ใหญ่และไม่ขยายวงกว้างเท่ากับตลาดอเมริกา
นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า วันนี้ดัชนียังมีโอกาสปรับลดลงต่อ หลังหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 750 จุด ประเมินแนวรับที่ 740 จุด และแนวต้าน 775 จุด







