
คาดจีนประคองเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 7.5%
ศูนย์วิจัยฯ ชี้เศรษฐกิจจีนโต 7.8% ในไตรมาส 3 คาดประคองเป้าหมายทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 7.5%
ศูนย์วิจัยฯ ชี้เศรษฐกิจจีนโต 7.8% ในไตรมาส 3 คาดประคองเป้าหมายทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 7.5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3/2556 ขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า(YoY) หรือ 2.2% (seasonally adjusted, QoQ) ซึ่งต่างก็เป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส หลังจากที่ชะลอความร้อนแรงในครึ่งปีแรกจากผลกระทบของความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเอง นับเป็นการยืนยันถึงทิศการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจจีนตามที่ตลาดคาด หลังหลายเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจส่งสัญญาณดีขึ้นตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 จากทิศทางนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นของรัฐบาลจีน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปทิศทาง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในช่วงที่เหลือของปีนี้ พบว่า มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
การขยายตัวในประเทศเน้นเสถียรภาพมากขึ้น แม้เศรษฐกิจนอกประเทศยังผันผวน
--> เศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ขยายตัวอย่างมั่นคงขึ้น จากการรักษาเสถียรภาพการเติบโตภายใน
ภายหลังจากที่เศรษฐกิจจีนใน 2 ไตรมาสแรกเติบโตไม่สดใสนักที่ 7.6% (YoY) ซึ่งต่ำสุดนับจากปี 2552 ซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนกลับมาให้ภาพที่สามารถประคองการเติบโตได้ดีขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ด้วยอัตราเติบโตรายไตรมาสที่ 7.8% (YoY) ซึ่งส่งผลให้รวม 3ไตรมาสแรกเติบโตได้ที่ 7.7% (YoY) ด้วยนโยบายการเข้าประคองเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านทั้งมาตรการด้านการคลัง อาทิ การ ยกเว้นภาษี Value-Added และ Business Taxes สำหรับบริษัทขนาดเล็ก ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2556 และการเดินหน้าโครงการในส่วนท้องถิ่น (อาทิ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการประเมินโครงการแล้ว) รวมไปถึงทิศทางนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น อาทิ การเข้าทำธุรกรรมซื้อคืนในตลาดพันธบัตร (OMO) ในขนาดที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. ซึ่งความพยายามข้างต้น ได้มีผลให้หลายตัวชี้วัดในไตรมาสที่ 3 ทั้งในด้านอุตสาหกรรม โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และผลผลิตอุตสาหกรรม มีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงให้ยอดการค้าปลีก (Retail Sales) มีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้นเช่นกันในช่วงดังกล่าว แม้ภาคการส่งออกของจีนยังคงเป็นไปอย่างไม่สดใสนักก็ตาม โดยขยายตัวเพียง 3.8% (YoY) เท่านั้นในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับที่เคยทำได้ในช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งบ่งชี้ถึงผลเชิงบวกของความพยายามพยุงการเติบโตภายในประเทศในไตรมาสที่ 3 ที่ช่วยรักษาจังหวะการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนให้เป็นไปอย่างมั่นคงขึ้น ภายใต้ความผันผวนของปัจจัยนอกประเทศ
--> คาดไตรมาสที่ 4 ชะลอลงจากผลของฐาน แต่น่าจะยังส่งให้ทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้า
ส่วนในไตรมาสที่ 4 คาดว่า ด้วยปัจจัยท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ น่าจะมีผลให้รัฐบาลจีน ยังคงดำเนินนโยบายทั้งด้านการคลังและด้านการเงินเชิงประคับประคองการขยายตัวเช่นเดิม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่กำหนดไว้ที่ 7.5% อย่างไรก็ดี แนวนโยบายอาจไม่เป็นไปในเชิงผ่อนคลายอย่างเข้มเข้นนัก แต่จะยังคงเน้นการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพมากกว่า เนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขยายตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ แผ่วลงจากที่ทำได้ถึง 7.8% (YoY) ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รัฐบาลจีนน่าจะยังคงประคับประคองให้เศรษฐกิจจีนทั้งปี 2556 ยังคงขยายตัวได้ที่ราว 7.5% (กรอบประมาณการ 7.3-7.7%)
โดยประเด็นสำคัญด้านนโยบาย ที่ควรจับตามองในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีน และรายละเอียดของข้อกำหนดที่จะบังคับใช้ในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ที่คาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดในเชิงลึกยิ่งขึ้น ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 (3rd plenary session of the 18th CPC Central Committee) ในเดือนพ.ย. 2556 ซึ่งอาจมีผลเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจจีนในระยะหลายปีข้างหน้า ตลอดวาระของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดดังกล่าว (2556-2560) โดยนโยบายที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม อาทิ แนวทางการเปิดเสรีทางการเงินที่อาจเปิดกว้างยิ่งขึ้นเริ่มจากภายในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ประเด็น One-child policy และการปรับปรุงสิทธิของแรงงานในท้องถิ่นในการย้ายทะเบียนราษฎร์เพื่อเข้ามาทำงานในเมือง
เสถียรภาพเศรษฐกิจจีน ส่งเสริมการเติบโตของอาเซียน
ด้วยสัญญาณการเติบโตของจีนที่รัฐบาลสามารถประคองให้เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นนี้ นับเป็นสัญญาณอันดีต่อเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอาเซียนตามไปด้วย จากความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้านการค้าและการลงทุนที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน (รองจากสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ) และมีแนวโน้มทวีบทบาทยิ่งขึ้นในอนาคต และยิ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ของจีน ในการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับอาเซียนอย่างเด่นชัดมากขึ้น เห็นได้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีจีน นาย Xi Jinping ในวาระการประชุม APEC Bali 2013 ล่าสุด ที่เน้นความสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "Connectivity across the Asia Pacific Region" โดยเบื้องต้นทั้ง 2 ฝ่ายมีความตกลงจะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563 จากระดับ 0.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2555 (หรือขยายตัวราว 12% ต่อปี (CAGR)) และขยายการลงทุนระหว่างกันเป็นราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันยิ่งขึ้นนั้น ก็น่าจะช่วยส่งเสริมให้อนาคตของอาเซียนรวมทั้งไทย ในการร่วมเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปกับจีน เป็นไปอย่างสดใสยิ่งขึ้น







