
ไขปัญหาโครงสร้าง ราคาน้ำมันไทย (ตอนที่ 3)
ในบทความครั้งก่อน ผมได้ชี้แจงรายละเอียดโครงสร้างราคาพลังงานในส่วนที่เป็นต้นทุนราคา
ในบทความครั้งก่อน ผมได้ชี้แจงรายละเอียดโครงสร้างราคาพลังงานในส่วนที่เป็นต้นทุนราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันสำเร็จรูปที่มีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกเป็นสำคัญ และในบทความนี้ผมจะขอลงในรายละเอียดของโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมันอื่นๆ ที่นอกเหนือจากราคาหน้าโรงกลั่นกับภาษีสรรพสามิตที่ทำให้กลายเป็นราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปที่เราเห็นในปั๊มน้ำมันนะครับ เริ่มต้นด้วยอัตราภาษีเทศบาลนั้น มีการเก็บในอัตราคงที่คือร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละประเภท
ดังนั้น หากภาษีสรรพสามิตมีการเปลี่ยนแปลง ภาษีเทศบาลก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิด โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานนั้น จะเป็นผู้พิจารณาการปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ตามแต่สถานการณ์เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน โดยในบางครั้งหากราคาน้ำมันในตลาดมีความผันผวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคา ณ โรงกลั่น การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ก็จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าวต่อราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปได้
นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนด้วย โดยการกำหนดอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ นั้นจะแตกต่างจากภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลก็คือกองทุนน้ำมันฯ จะสามารถเป็นได้ทั้งบวกและลบ กล่าวคือ หากในโครงสร้างราคาเป็นบวกก็จะหมายถึงอัตราที่เรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และหากเป็นลบก็หมายถึงอัตราที่รัฐใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชย ซึ่งเมื่อเข้าไปดูในโครงสร้างราคาน้ำมันนั้นจะเห็นได้ว่ามีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของน้ำมันเบนซินออกเทน 95 (10 บาทต่อลิตร) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 (3.30 บาทต่อลิตร) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (1.20 บาทต่อลิตร) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (1.00 บาทต่อลิตร) และที่ได้เข้าไปชดเชยก็คือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20 (1.30 บาทต่อลิตร) และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 (11.60 บาทต่อลิตร) ซึ่งอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันที่แตกต่างกันนี้ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันต่างกัน เช่น ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 นั้น เมื่อได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ถึงลิตรละ 11.60 บาท ทำให้มีราคาขายปลีกเพียง 22.98 บาทต่อลิตร ทั้งที่มีราคาหน้าโรงกลั่น 26.42 บาทต่อลิตร เทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ที่มีราคาขายปลีกเท่ากับ 38.63 บาทต่อลิตร ทั้งที่มีราคาหน้าโรงกลั่นนั้นต่ำกว่าต้นทุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E85 เสียอีก โดยอยู่ที่ 23.99 บาทต่อลิตร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำมันหันไปใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นนั่นเอง
นอกจากกองทุนน้ำมันฯ แล้ว ยังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีการเรียกเก็บจากน้ำมันสำเร็จรูปทุกประเภทเท่ากัน คือ 0.25 บาทต่อลิตร ก็เพื่อใช้ในส่วนของการสนับสนุนโครงการและการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานด้วย สำหรับตัวสุดท้าย คือค่าการตลาด ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งค่าการตลาดนี้ก็ถือเป็นรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการค้าน้ำมันนั่นเอง มีข้อสังเกตก็คือค่าการตลาดนั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยรัฐ แต่ค่าการตลาดนั้นจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละรายเอง
ดังนั้น ถ้าดูจากโครงสร้างราคาน้ำมันนี้ก็จะเห็นว่าราคาน้ำมันในประเทศจะแพงกว่าหรือถูกกว่าประเทศอื่นนั้น ก็จะดูได้จากความแตกต่างในส่วนของนโยบายด้านภาษีและเงินกองทุนฯ นั่นเอง ทั้งหมดนี้จะทำให้เราสามารถเห็นถึงโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยครับ







