
ดอกเบี้ยไทยยังไม่ไปไหน
ทั่วโลกหายใจได้อย่างโล่งอก เมื่อประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ สามารถผ่านข้อตกลงขยายเพดานหนี้สาธารณะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ทั่วโลกหายใจได้อย่างโล่งอก เมื่อประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ สามารถผ่านข้อตกลงขยายเพดานหนี้สาธารณะที่มีเส้นตายเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ออกไปได้ชั่วคราว เป็นวันที่ 7 ก.พ. 2557 และสามารถเปิดทำการหน่วยงานราชการที่ปิดทำงานชั่วคราวมานานหลายวันให้สามารถเปิดทำการไปได้จนถึงวันที่ 15 ม.ค. 2557 ได้ในนาทีสุดท้าย
ทันทีที่มีการประกาศข่าวดีออกมา คลื่นลมที่จะถาโถมใส่ตลาดเงินและตลาดทุนสงบลงชั่วคราว แต่ข่าวดีนี้ถือเป็นข่าวดีเล็กน้อยที่ถูกมองว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองต่อว่า ถึงเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบต่อปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกาไม่มาก เนื่องจากเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลมาไทยก็ไม่ได้รุนแรงและมากมายเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี การผ่านปัญหาเปลาะแรกของสหรัฐในเรื่องเพดานหนี้สหรัฐไปได้ก็ใช่ว่าจะไว้วางใจได้มากนัก เพราะยังต้องติดตามดูผลของการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วยว่าจะเกิดการแก้ปัญหาระยะสั้นไปอีกเช่นนี้ทุกครั้งหรือไม่
“และถึงเวลาหรือยังที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเรา ที่จะมาทบทวนความเสี่ยงจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่มีความไม่แน่นอนสูง เมื่อมีการผูกโยงกับการเจรจาปัญหาภายในของสหรัฐที่แม้จะผ่านปัญหานี้ไปได้ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะในระยะยาวยังต้องติดตาม” จันทวรรณ กล่าว
ผู้บริหาร ธปท.มองว่า ยังวางใจไม่ได้ก็เพราะ เรื่องผ่าทางตันเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐเป็นปัญหาชีวิตเรื้อรังภายใน แต่ที่จะมีผลมหาศาลต่อตลาดเงินและตลาดทุนโลกก็คือการปรับลดมาตรการผ่อนผันทางปริมาณเงิน (คิวอี) ที่ยังยืดเยื้อ ชักเข้าชักออกว่าจะปรับลดมาตรการหรือไม่กันแน่
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประเมินสถานการณ์คิวอีในระยะต่อไปไว้น่าสนใจว่า การเลื่อนเวลาขยายเพดานหนี้และการปิดหน่วยงานราชการชั่วคราว (ชัตดาวน์) นั้น แม้ผ่านไปได้ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยหรือภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยมากนัก เหมือนคนเดินข้ามถนนกลัวรถชน แต่พอข้ามมาได้ทุกอย่างก็ยังเป็นปกติ
กอบศักดิ์ มองว่า ก่อนหน้านี้ตลาดก็ไม่ได้คาดการณ์ผลกระทบไว้รุนแรง เพราะแม้จะในนาทีสุดท้ายสหรัฐก็ต้องสามารถขยายเพดานหนี้ไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้ได้ และการชัตดาวน์ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากมาย เนื่องจากในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
“ที่เลื่อนออกไปได้ แค่เหตุการณ์กลับสู่ปกติ เพราะตลาดคาดไว้อยู่แล้วว่าจะตกลงกันได้ในที่สุด ซึ่งสหรัฐก็สามารถเลื่อนเวลาขยายเพดานหนี้ ซื้อเวลาของปัญหาออกไปได้ 3 เดือน ประเมินในระยะสั้นโอกาสสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเหมือนเดิม ตลาดการเงินก็ไม่ผันผวน ฉะนั้นทุกอย่างก็แค่กลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยเราที่เคยชะลอก็ยังจะชะลอเช่นเดิม แต่ความจริงปัญหายังไม่จบ เพราะปัญหาคิวอียังเป็นระเบิดเวลาลูกต่อไปที่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคนี้ใกล้กว่าเพดานหนี้เสียอีก เพราะยังไงๆ คิวอีก็ต้องลด แต่จะเป็นลดในการประชุมเดือน ต.ค. เดือน ธ.ค. หรือต้นปีหน้าเท่านั้น” กอบศักดิ์ ระบุ
หากพิจารณาตามสถานการณ์ตลาดการเงินโลก รวมทั้งไทยและภูมิภาคนี้ที่ยังต้องพะวงกับภาวะเงินทุนผันผวน หากสหรัฐประกาศลดคิวอีคงทำให้เงินทุนที่เคยไหลเข้ามาไทยและภูมิภาคนี้เลือกไหลกลับไปหาผลตอบแทนที่สหรัฐจำนวนไม่น้อย เพราะการปรับลดคิวอีหมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ และเมื่อถึงเวลานั้นสภาพคล่องของไทยและภูมิภาคย่อมตึงตัวขึ้น เงินทุนที่เคยหาได้ไม่ยากในตลาดการเงินก็จะเริ่มยาก ต้นทุนการกู้ยืมเงินหรือดอกเบี้ยอาจจะปรับเพิ่มขึ้น
“เมื่อภาวะนั้นมาถึง ทิศทางนโยบายการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะต่ำอยู่ระดับปัจจุบันที่ 2.50% ไม่ได้แล้ว” กอบศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ดี โอกาสที่ดอกเบี้ยจะไม่เป็นขาขึ้นก็เป็นไปได้ อย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงการบริโภคและการลงทุนในประเทศ และหากการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐติดๆ ขัดๆ อยู่เช่นนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็ไม่น่าจะสดใสไปได้
นี่จะเป็นตัวแปรที่ทำให้ดอกเบี้ยในประเทศขยับได้ยาก ซึ่งในระยะต่อไปดอกเบี้ยนโยบายอาจจะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำอยู่เช่นนี้
แต่ในทางตรงกันข้าม หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นได้ชัดเจน ดัชนีเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้หลังกลางปีหน้าแล้ว อาจจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายของไทยผงกหัวขึ้นก็เป็นได้







