
มะกันช่วย นศ.ตั้งธุรกิจ เวทีปั้นผู้ประกอบการดาวรุ่ง
จะดีแค่ไหน หากมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาต่างๆ มีโครงการสนับสนุนให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบได้ตั้งต้นทำธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองขึ้นมา
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
จะดีแค่ไหน หากมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาต่างๆ มีโครงการสนับสนุนให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบได้ตั้งต้นทำธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองขึ้นมา
เหมือนดังเช่น คาลวิน ชัคแมนสกี อดีตนักศึกษาวัย 23 ปี ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเมื่อปีที่แล้ว ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการด้านเทคโนโลยีเต็มตัวแล้วเรียบร้อย หลังจากที่ได้การสนับสนุนผ่านทางโครงการจัดตั้งธุรกิจรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว และล่าสุดอดีตนักศึกษาหนุ่มไฟแรงยังมีโครงการเตรียมที่จะปล่อยแอพพลิเคชั่นแนะนำร้านอาหาร ที่ชื่อว่า “มายแฟบ 5” ออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้
“ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง และปัจจุบันได้มีการพบปะกันในชมรมเกี่ยวกับธุรกิจ 2 ครั้งต่อสัปดาห์” ชัคแมนสกี กล่าว พร้อมเสริมว่ากว่าจะมาถึงวันนี้เจ้าตัวต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ปัจจุบัน โครงการลักษณะดังกล่าวไม่ได้มีแค่เฉพาะมหาวิทยาลัยมิชิแกนเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งในสหรัฐก็กำลังหันมาให้ความสนใจกับโครงการสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ข้อมูลจากสมาคมช่วยบ่มเพาะธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นบีไอซี) เผยว่า ในปี 2012 หนึ่งในสามของจำนวนโครงการทั้งหมด 1,195 โครงการที่ทางสมาคมดูแลอยู่ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทั้งสิ้นและจำนวนดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับตัวเลขเมื่อปี 2006
สำหรับจุดมุ่งหมายของโครงการบ่มสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ดังกล่าว ทางสถาบันการศึกษาในสหรัฐล้วนมุ่งหวังที่จะช่วยสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นอกเหนือจากการเรียนในทางทฤษฎี เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอนาคต
นอกจากนี้ หากว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ ก็จะถือเป็นของแถมในการสร้างดาวรุ่งทางธุรกิจรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นเลยทีเดียว เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เฟซบุ๊ก เว็บไซต์สังคมออนไลน์เบอร์หนึ่งของโลก และ แลร์รี่ เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท กูเกิล เสิร์ชเอนจินชื่อดังระดับโลก
“ผมเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นส่วนเสริมของการเรียนการสอนในหลักสูตร ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้โดยผ่านการปฏิบัติจริง” วิเวก วาธวา ผู้ประกอบการนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีและรองประธานด้านนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยซิงกูลาริตี ที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
วาธวา ระบุต่อว่า ถึงแม้ความเป็นไปได้ในการหาผู้ประกอบธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเหมือน กูเกิล หรือ เฟซบุ๊ก จะมีอัตราส่วน 1 ใน 1 หมื่นคนเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลสำคัญของการก่อตั้งโครงการ เพราะทางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงและมีความรู้ในด้านการทำธุรกิจจริงมากขึ้น
ถึงกระนั้น แม้จะเป็นเพียงแค่โครงการตั้งต้นธุรกิจในระดับนักศึกษาก็ตาม แต่กลับสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับมหาวิทยาลัยกลับคืนได้เช่นกัน โดยเฉพาะรายได้ที่มาจากค่าสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ซึ่งข้อมูลของสมาคมมหาวิทยาลัยผู้จัดการเทคโนโลยีและสถาบันการศึกษาขั้นสูง เผยว่า ทางองค์กรสามารถสร้างรายได้จากค่าสิทธิบัตรมากถึง 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่สามารถสร้างบริษัทขึ้นมามากกว่า 4,000 แห่ง
ขณะที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เผยเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า สามารถทำรายได้จากค่าสิทธิบัตรในตลอด 40 ปีที่ผ่านมามากถึง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่สามารถผลักดันให้การสร้างสิ่งประดิษฐ์มากถึง 8,000 ชิ้น ส่วนมหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยว่า ในปีที่แล้วมีรายได้จากค่าสิทธิบัตรถึง 14.4 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 13.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ 10 ปีก่อนสามารถสร้างบริษัทใหม่ได้ถึง 98 แห่ง
ผลจากการที่โครงการดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนให้มหาวิทยาลัยได้ ทำให้แนวคิดดังกล่าวเริ่มเป็นที่ชื่นชมจากนักธุรกิจในสหรัฐมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาช่วยลดภาระทางการเงินให้กับทางมหาวิทยาลัยอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการให้บริการด้านการศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ในยุคที่ต้นทุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยเพิ่มสูงขึ้นจนมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงที่มีอยู่ เราจึงต้องการโมเดลทางธุรกิจใหม่เพื่อช่วยเหลือจุนเจือมหาวิทยาลัยมากกว่าการเพิ่มค่าหน่วยกิต การทำวิจัย หรือการขอความช่วยเหลือจากศิษญ์เก่า” เฟรด วิลสัน จากบริษัทด้านเงินลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง ยูเนียน สแควร์ เวนเจอร์ ให้ความเห็นผ่านทางเว็บบล็อกส่วนตัว
จึงนับเป็นโมเดลในการปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองไม่น้อย







