
ช็อปปิ้งออนไลน์เดือด บิ๊กซี-โลตัสเพิ่มบริการชิงลูกค้า
ปัญหาฝนตกรถติดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ บวกกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว
ปัญหาฝนตกรถติดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ บวกกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ด้วยการเปิดตัวธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์เข้ามาอุดช่องว่างของตลาด ซึ่งหลังจากได้ทดลองให้บริการก็พบว่าได้ผลการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
แม้ว่าธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่จากการที่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอมือถือ จึงทำให้ธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์มีอนาคตที่สดใส ผู้ประกอบการแต่ละรายจึงพยายามหาสินค้าใหม่และบริการใหม่ๆ มาเอาใจลูกค้า เพื่อกระตุ้นให้ยอดขายของช่องทางออนไลน์มีอัตราการเติบโตมากยิ่งขึ้น
วรรณา สวัสดิกุล ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารห้างเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า หลังจากเปิดให้บริการช็อปปิ้งออนไลน์มาเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าได้ผลการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งหากนำยอดขายต่อบิลของช่องทางออนไลน์มาเทียบกับยอดขายหน้าร้านถือว่าสูงกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส มีจำนวนสินค้าที่จำหน่ายในช่องทางออนไลน์ประมาณ 2 หมื่นรายการ โดยสินค้าที่ลูกค้านิยมสั่งซื้อมากที่สุดประกอบด้วย น้ำดื่ม ข้าวสาร สินค้าสำหรับแม่และเด็ก ซึ่งหลังจากสั่งซื้อสินค้าลูกค้าสามารถเลือกช่วงเวลาจัดส่งได้ 6 ช่วงเวลา หรือทุก 2 ชั่วโมง เริ่มจากเวลา 10.00-22.00 น. ไม่เว้นวันหยุด ส่วนสาขาที่รองรับการให้บริการส่งสินค้าออนไลน์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอยู่ 5 สาขา ซึ่งในวันที่ 22 ต.ค.นี้ เทสโก้ โลตัส มีแผนที่จะขยายบริการช็อปปิ้งออนไลน์ไปพัทยา และในวันที่ 24 ต.ค. จะขยายบริการไปที่ จ.เชียงใหม่ ต่อไป
หลังจากนั้น เทสโก้ โลตัส มีแผนที่จะขยายบริการไปในตลาดต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่เทสโก้ โลตัส ขยายการให้บริการช็อปปิ้งในตลาดต่างจังหวัดช้า เนื่องจากต้องมีการวางแผนและศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละจังหวัด เพื่อให้การทำตลาดเหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ยังได้เพิ่มบริษัทในส่วนของ“ไคลิกแอนด์คอลเล็คท์” หรือบริการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แบบมารับสินค้าเองที่สาขา ซึ่งในวันที่ 6 พ.ย.นี้จะเริ่มเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกที่สาขารามอินทรา
ขณะที่ห้างเทสโก้ โลตัส กำลังอยู่ระหว่างการจัดทัพเสริมขยายฐานลูกค้าออนไลน์ ในส่วนของห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เองก็เร่งเดินหน้าเพิ่มฐานลูกค้าช็อปปิ้งออนไลน์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ภายหลังจากทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2553
กุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ภาพรวมยอดขายของธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตถึง 3 เท่าตัว เนื่องจากบริษัทมีช่องทางสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ หน้าเว็บไซต์ และคอลเซ็นเตอร์
สำหรับรายการสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์นั้น ปัจจุบัน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ มีสินค้าทั้งหมด 1 หมื่นรายการ ซึ่งสินค้าที่ลูกค้านิยมซื้อมากที่สุด คือ น้ำดื่ม เครื่องดื่ม ข้าวสาร น้ำตาล และผ้าอ้อมเด็ก โดยหลังจากสั่งสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จะมีจำนวนสาขาให้บริการจัดส่งสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ 60 สาขา พร้อมการันตีส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายใน 1 วัน เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
กุฎาธาร กล่าวต่อว่า นอกจากจะมีบริการจัดส่งสินค้าแล้ว บริษัทยังมีบริการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แบบมารับสินค้าเองที่สาขาภายใต้ชื่อ “บิ๊กซี ไดร์ฟ” ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขาที่อยู่ระหว่างการทดลองให้บริการ 1 สาขา ที่ถนนเพชรเกษม ภายหลังจากเปิดให้บริการไปเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ยังมีจุดบริการร้านค้าเสมือนจริงลอยฟ้า (Moving Virtual Store) บนรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ผ่านคิวอาร์โค้ด เช่นเดียวกับคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากออกมาเปิดตัวช่องทางช็อปปิ้งออนไลน์ที่ค่อนข้างครบวงจร กุฎาธาร กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้จะเร่งเดินหน้าพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากการที่แต่ละห้างค้าปลีกหันมาให้ความสนใจจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์ว่าปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เพราะนอกจากจะมีห้างค้าปลีกโดดเข้ามาทำช็อปปิ้งออนไลน์ ยังมีกลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาทำตลาดด้วย







