
เศรษฐกิจไทยดีแค่เปลือก
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนาประจำปีครั้งพิเศษ Thailand Forum ครั้งที่ 4
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนาประจำปีครั้งพิเศษ Thailand Forum ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “จับชีพจรประเทศไทย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับสถาบันอนาคตไทยศึกษา โดยระบุว่า ประเทศไทยมีอาการเศรษฐกิจถดถอยจาก 4 เสาหลัก ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ทรุดลงพร้อมกัน
นอกจากนี้ กำลังเกิดปัญหาการขาดดุลการค้าที่อาจจะสูงขึ้นแตะ 1 ล้านล้านบาท ในปลายปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ในระดับ 5 แสนล้านบาท ทำให้ในระยะสั้นภาพเศรษฐกิจไม่น่าจะฟื้นตัวได้ หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดีก็อาจจะช่วยให้ฟื้นตัวได้ตาม แต่คงไม่ยั่งยืนรัฐบาลต้องเป็นแกนหลักปรับปรุงโครงสร้างการส่งออก ดูแลภาคการเกษตรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ถึงจะเกิดการบริโภคในประเทศ สร้างการเมืองให้มั่นคง เพื่อให้นักลงทุนในประเทศและต่างชาติไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้ามาลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐต้องมีประสิทธิภาพให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดความเสื่อมถอย
“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยดีแค่เปลือก แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะร่วมกันปฏิรูป ซึ่งต้องการออกมาเตือนภัยให้ผู้นำของประเทศทำงานอย่างจริงจัง เป็นตัวของตัวเองในการสั่งงาน หรือเลือกคนมาทำงาน ให้มองผลประโยชน์ให้กับประเทศเป็นหลัก นักการเมืองต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบประเทศ ภาคเอกชนและประชาชนต้องรวมพลังให้ประเทศเดินหน้าต่อไป” นายสมคิด กล่าว
นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซึมมีอัตราการเติบโตน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภายนอกที่เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปเกิดวิกฤตภาคการเงินอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทย
สำหรับปัจจัยภายในเกิดจากรัฐบาลมองภาพเศรษฐกิจไทยที่ผิดและใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงิน ทั้งที่ไทยไม่ได้มีปัญหาการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในอัตราต่ำ ทำให้ไม่สามารถจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างได้ผลแม้จะพยายามกระตุ้นในช่วงที่ผ่านมา
“ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเป็นโรคลงพุงและเบาหวาน เพราะรัฐใช้แต่นโยบายประชานิยมเป็นของหวาน หากไม่รักษาเศรษฐกิจไทยจะซึมลงเรื่อยๆ” นายทนง กล่าว
นายทนง กล่าวว่า ถ้านำเงินจากการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว 1 แสนล้านบาท มาจ่ายดอกเบี้ยเพื่อออกพันธบัตรกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร เช่น ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรแจกทุกตำบลให้เกษตรกรได้ใช้ทดแทนการใช้กำลังแรงงาน และช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็จะสามารถนำแรงงานส่วนเกินจากภาคเกษตรมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมภาคการบริการ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น” นายทนง กล่าว
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมเอ็มเอฟซีและกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า อาการเศรษฐกิจของประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือการติดกับดักหนี้ของประชาชน ขณะนี้หนี้ครัวเรือนที่สูงใกล้ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็นผลมาจากพฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวของสังคมสมัยใหม่ การแก้ไขต้องให้ประชาชนรู้ฐานะตัวเอง
นอกจากนี้ หนี้สาธารณะของประเทศก็น่าเป็นห่วง เพราะขยายตัวใกล้จะถึง 60% ของจีดีพีแล้ว เนื่องมาจากจากการใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งการแก้ไขคนไทยต้องร่วมกันเตือนรัฐบาลว่าอย่าสร้างหนี้เกิน 50% ของจีดีพี
ทั้งนี้ การขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวจะมีผลกระทบต่อการคลังและอาจส่งผลในระยะยาวได้ เนื่องจากการที่รัฐบาลกู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการดังกล่าวถือเป็นการกู้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การกู้เงินแบบมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีการกู้เพื่อลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งหากมีการลงทุนไปแล้วและจะสามารถมีผลตอบแทนกลับมาได้ในภายหลัง
นายณรงค์ชัย กล่าวต่อไปว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะที่อ่อนไหวง่ายและไม่มั่นคงหากมีปัจจัยเข้ามากระทบ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายแล้วไม่ถือว่ามีโรคร้ายทางกาย แต่จะมีอาการคล้ายภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีโรคทางจิตใจ เช่น การชอบทำร้ายตัวเองเป็นครั้งคราว







