
แห่ทิ้งบอนด์สหรัฐหนีวิกฤตหนี้เรื้อรัง
การยุติปัญหาความขัดแย้งทางการคลังในสหรัฐ หลังวุฒิสภาและสภาคองเกรสโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณและการขยายเพดานหนี้สาธารณะ
การยุติปัญหาความขัดแย้งทางการคลังในสหรัฐ หลังวุฒิสภาและสภาคองเกรสโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณและการขยายเพดานหนี้สาธารณะก่อนเส้นตายวันที่ 17 ต.ค. ส่งผลให้บรรยากาศตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกผ่อนคลายได้ในช่วงหนึ่ง
แต่มุมมองของ อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงประเมินว่า แม้ปัญหาหนี้สหรัฐจะผ่อนคลายลง แต่น่าจะเป็นเพียงข่าวดีเพียงชั่วคราว เพราะรัฐสภาอนุมัติงบให้หน่วยงานสหรัฐใช้ได้ถึงวันที่ 15 ม.ค. 2557 และอนุมัติให้ขยายเพดานหนี้ โดยอนุญาตให้กระทรวงการคลังยังคงกู้ยืมเงินได้ตามปกติจนถึงวันที่ 7 ก.พ.ปีหน้า
ขณะที่สหรัฐมีโอกาสสูงมากที่จะเผชิญกับปัญหาเพดานหนี้ หรือการปิดหน่วยงานราชการอีกครั้ง เนื่องจากสหรัฐไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐลงได้แล้ว เช่น งบสวัสดิการสังคม
“สหรัฐยังคงมีความยากลำบากในการปรับลดงบประมาณ เนื่องจากงบส่วนใหญ่จะเป็นเงินที่รัฐให้การช่วยเหลือประชาชนตามสิทธิที่จะได้รับ เช่น การใช้จ่ายด้านสุขภาพ ประกันสังคม ขณะที่งบประมาณด้านทหาร และการบริหารประเทศอื่นๆ ก็ได้มีการปรับลดมามากแล้วก่อนหน้านี้” อมรเทพ กล่าว
การแก้ปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐที่เหมือนกับเป็นการซื้อเวลานั้น อมรเทพ มองว่า จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด เลื่อนการตัดลดปริมาณการซื้อพันธบัตร หรือมาตรการคิวอีออกไป จากที่ปัจจุบันที่เฟดเข้าซื้อพันธบัตร 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เพราะนโยบายการคลังที่ไม่แน่นอน นโยบายการเงินจำเป็นต้องผ่อนคลาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่งเริ่มจะฟื้นตัว
“เราคาดว่าเฟดจะคงมาตรการ QE ไว้จนปัญหาทางการคลังจะเริ่มคลี่คลายในต้นปีหน้า ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงต่อไป” อมรเทพ ระบุ
อมรเทพ กล่าวว่า การที่เฟดยังคงมาตรการคิวอีจะทำให้เงินลงทุนไหลมาสู่ตลาดทุนของไทย ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าในระยะสั้น แต่เมื่อปัญหาเพดานหนี้สหรัฐได้รับการแก้ไข นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับการถอนมาตรการคิวอี ซึ่งกดดันให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าช่วงต้นปีหน้า
ส่วนแนวโน้มในระยะยาวนั้น อมรเทพ เชื่อว่าสหรัฐจะมีปัญหาการขยายเพดานหนี้และการเจรจาด้านการปรับลดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สหรัฐมีความเสี่ยงในการชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลได้ล่าช้าหรืออาจผิดนัดชำระหนี้ได้ ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ผู้ลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐลดสัดส่วนการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนที่ถือพันธบัตรสหรัฐ 23% ของพันธบัตรสหรัฐทั้งหมด และถือพันธบัตรสหรัฐ 40% ของเงินสำรองระหว่างประเทศของจีนทั้งหมด
“หากปัญหาการคลังสหรัฐยังยืดเยื้อ ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจปรับลดสัดส่วนการถือพันธบัตรสหรัฐมากขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มสูง เพราะสหรัฐจะต้องกู้เงินด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นทำให้สหรัฐมีรายจ่ายที่มากขึ้น และมีเงินน้อยลงในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” อมรเทพ กล่าว
“ผลทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้านหนึ่งคือด้านการส่งออก โดยการลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ จะมีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ซึ่งหากการใช้จ่ายภาครัฐที่มีสัดส่วนราว 20% ของ GDP มีการปรับลดลง ก็จะมีผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่กำลังฟื้นตัวอยู่ในสหรัฐฯ ชะลอลงได้ จากความเชื่อมั่นในการบริโภคที่ลดลง อันมีผลต่อการนำเข้าสินค้าบริโภคจากไทย” นายอมรเทพ กล่าวทิ้งท้าย







