
แนะเคล็ดสอนเด็กยุคใหม่
“การเรียนจบวุฒิการศึกษาสูงๆ ไม่ได้การันตีว่าเด็กคนนั้นจะประสบความสำเร็จ ไม่ได้ยืนยันว่าเด็กคนนั้นจะอยู่รอดในสังคมยุคใหม่
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“การเรียนจบวุฒิการศึกษาสูงๆ ไม่ได้การันตีว่าเด็กคนนั้นจะประสบความสำเร็จ ไม่ได้ยืนยันว่าเด็กคนนั้นจะอยู่รอดในสังคมยุคใหม่ เด็กที่จะอยู่รอดได้คือเด็กที่คิดต่าง หลากหลาย และสามารถหาทางออกในการจัดการปัญหา”
แม้ประโยคข้างต้นของ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากเวทีสัมมนา “ทักษะแห่งศตวรรษใหม่ จากกระแสโลกสู่บริบทชั้นเรียนของไทย” ในงาน educa 2013 จะเป็นประโยคที่ดูเรียบง่าย แต่ก็สะท้อนความจริงของสังคมยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
เขาประเมินว่า เด็กไทยยุคใหม่จะกลายเป็นพลเมือง 4 มิติ ได้แก่ พลเมืองท้องถิ่น พลเมืองไทย พลเมืองอาเซียน และพลเมืองโลก ฐานะพลเมืองที่เพิ่มขึ้นทำให้เด็กยุคใหม่ต้องเผชิญปัญหาที่มาจากความเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 4 มิติ เช่น สิ่งแวดล้อม การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ศาสนา สังคม และวัฒนธรรม
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่ผ่านมาครูสอนเรื่องเหล่านี้ให้เด็กเป็น “ความรู้” แต่ไม่ได้เป็น “มุมมอง” เพื่อใช้อยู่ร่วมกันในสังคม ทำให้หลายครั้งเกิดประเด็นอ่อนไหวกระทบจิตใจต่อคนที่นับถือคนละศาสนาและมีมุมมองทางสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน
“เช่น เรื่องนาซี หลายครั้งเด็กของเราเอาสัญลักษณ์นาซีมาล้อเล่น ทำเป็นป้ายผ้าแสดงความยินดีในวันรับปริญญาบ้าง แต่งตัวล้อเลียนบ้าง กระทบต่อจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต พอใครไปต่อว่า เด็กก็มักจะตอบว่า ผมเป็นศิลปินเลยไม่รู้เรื่องสังคมของประเทศอื่น ในยุคใหม่ที่อยู่ร่วมกันหลายมิติ เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
การเรียนการสอนในยุคใหม่ จึงต้องให้เด็กนำความรู้ที่มีมาพัฒนาเป็นมุมมอง มีความเข้าอกเข้าใจ มีความเคารพ รู้จักกาลเทศะภายใต้บริบทสังคมที่ใหญ่ขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน ยังอาจเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันในด้านภัยพิบัติและความมั่นคงด้วย เมื่อสังคมภูมิภาคและสังคมโลกต้องเผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้ง จะเตรียมเด็กอย่างไรให้ไม่ทะเลาะกับผู้อื่น ในยามที่อาจจำเป็นต้องมีผู้ “เสียสละ” เช่น หากเกิดน้ำท่วม มีพื้นที่หนึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกพื้นที่หนึ่งห่างไปไม่ไกล น้ำแห้ง จะทำอย่างไรให้แต่ละคนยังพูดคุยกันได้ด้วยดี
เด็กยุคใหม่นั้นมีทักษะทางเทคโนโลยีดีกว่าผู้ใหญ่ แต่เด็กยังไม่ “รู้เท่าทัน” เทคโนโลยีและสิ่งที่แฝงมากับเทคโนโลยีเหล่านั้น เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจการตลาด ทำให้มีการใช้ช่องทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทางการตลาดมากขึ้น เด็กที่ไม่ “รู้จักเลือก” หรือคัดกรองอย่างเหมาะสมก็อาจกลายเป็นเหยื่อการเติบโตของเศรษฐกิจและธุรกิจที่รวดเร็วขึ้น
หากเปรียบเทียบราคาสินค้าประเภทอาหาร 2 อย่าง 1.กล้วยเครือใหญ่ มีปริมาณมากขนาดรับประทานได้หลายคนและหลายวัน ราคา 40 บาท และ 2.ไอศกรีม 1 แท่ง ราคา 40 บาท หากไม่สอนให้เด็กรู้จักถึงคุณค่าและประโยชน์ของสินค้า เด็กก็จะตกอยู่ใต้กระแสของการตลาด การโฆษณา และเทคโนโลยี
ในแง่ของครูเอง ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงแนวคิดสำคัญในศตวรรษที่ 21 ก่อน เพื่อนำไปปรับให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนได้ โดยแนวคิดดังกล่าวมี 5 ข้อ ได้แก่ 1.จิตสำนึกต่อโลก 2.ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ 3.ความรู้พื้นฐานในฐานะพลเมือง 4.ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพ และ 5.ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจทักษะชีวิตและการทำงานที่จำเป็นสำหรับเด็กเพื่อฝึกเด็กควบคู่กันไป ประกอบด้วย 1.ต้องยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยน 2.ต้องริเริ่มและการนำตนเอง 3.มีทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 4.เพิ่มผลผลิตและการรู้รับผิดชอบ (Accounability) และ 5.มีความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ
การเรียนการสอนทั้งหมดนี้ จะต้องมุ่งให้เด็กเป็นคนที่มีความสามารถในการคิดข้ามศาสตร์ ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมภูมิภาคและสังคมโลกยุคใหม่ที่มีความขัดแย้งมากขึ้น วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน หาทางเลือกที่เหมาะสมกับวิถีที่ตัวเองเลือก
“เราไม่ได้แค่ส่งต่อความรู้ให้เด็กๆ ต้องให้เขามีความสามารถขึ้นมาจัดการเรียนรู้ พัฒนาสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้”







