
ชี้สหรัฐยังไม่พ้นวังวนปัญหาเพดานหนี้
สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐฯเข้าสู่วังวนไม่รู้จบ แม้ผ่อนคลายระยะสั้นแต่แนวโน้มยืดเยื้ออีกนาน
สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐฯเข้าสู่วังวนไม่รู้จบ แม้ผ่อนคลายระยะสั้นแต่แนวโน้มยืดเยื้ออีกนาน
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้ปัญหาหนี้สหรัฐฯ ผ่อนคลายลง หลังวุฒิสภาและสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เห็นชอบให้ผ่านงบประมาณและเพิ่มเพดานหนี้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาบริหารประเทศได้ แต่อาจเป็นข่าวดีเพียงชั่วคราว เนื่องจากสภาอนุมัติงบประมาณให้ใช้ได้ถึงวันที่ 15 มกราคม และเพิ่มเพดานหนี้ได้ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ปีหน้าเท่านั้น
“โอกาสที่สหรัฐฯ จะเผชิญปัญหาเพดานหนี้ หรือการปิดหน่วยงานราชการอีกครั้งมีสูงมาก เพราะสหรัฐฯ ปรับลดงบประมาณลงได้ยาก งบส่วนใหญ่จะเป็นเงินที่รัฐช่วยเหลือประชาชน เช่น การใช้จ่ายด้านสุขภาพและประกันสังคม ขณะที่งบประมาณด้านทหารและการบริหารประเทศอื่นๆ ถูกปรับลดมามากแล้ว” นายอมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนในการแก้ปัญหาเพดานหนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนแผนการตัดลดมูลค่าการซื้อพันธบัตร (QE) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเดือน เพราะเมื่อนโยบายการคลังไม่แน่นอน นโยบายการเงินจำเป็นต้องผ่อนคลายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เพิ่งจะฟื้นตัว โดยสำนักวิจัยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงมาตรการ QE ไว้จนปัญหาการคลังเริ่มคลี่คลายในต้นปีหน้า ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงต่อไป
สำหรับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยนั้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ คงมาตรการ QE มีผลทำให้เงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดทุนไทย ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เมื่อแก้ไขปัญหาเพดานหนี้ได้ ผู้ลงทุนจะให้น้ำหนักการถอนมาตรการ QE กดดันให้เงินเหรียญสหรัฐฯกลับมาแข็งค่าได้ ตามเงินลงทุนที่จะไหลออกตลาดเอเชียอีกครั้งในต้นปีหน้า
นายอมรเทพ กล่าวว่า ขณะที่แนวโน้มในระยะยาว สหรัฐฯ อาจมีปัญหาการเพิ่มเพดานหนี้และการเจรจาปรับลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จะชำระดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลล่าช้า และนำไปสู่ความกังวลที่สหรัฐฯ อาจผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้ที่ลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อาจลดสัดส่วนการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
ทั้งนี้ ธนาคารกลางของหลายประเทศถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก โดยจีนมีสัดส่วนการถือพันธบัตรมากที่สุดถึงราว 23% หรือคิดเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศของจีนทั้งหมดราว 40% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีสัดส่วนการถือครองพันธบัตรราว 0.8% นับเป็นสัดส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยทั้งหมดราว 25% ซึ่งเห็นว่าไทยมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็น้อยกว่าจีน อีกทั้งธปท. ได้ลดสัดส่วนการถือพันธบัตรสหรัฐฯ มาต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพื่อกระจายความเสี่ยง
หากปัญหาการคลังสหรัฐฯ มีความยืดเยื้อ ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อาจปรับลดสัดส่วนการถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากขึ้น และอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มสูง อันสะท้อนว่าสหรัฐฯ จะต้องกู้เงินด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น และจะกระทบต่อรายจ่ายที่มากขึ้น ซึ่งจะมีเงินน้อยลงในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ผลทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้านหนึ่งคือด้านการส่งออก โดยการลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ จะมีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ซึ่งหากการใช้จ่ายภาครัฐที่มีสัดส่วนราว 20% ของ GDP มีการปรับลดลง ก็จะมีผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่กำลังฟื้นตัวอยู่ในสหรัฐฯ ชะลอลงได้ จากความเชื่อมั่นในการบริโภคที่ลดลง อันมีผลต่อการนำเข้าสินค้าบริโภคจากไทย” นายอมรเทพ กล่าว







