posttoday
รถไฟโกย4.8พันล.

รถไฟโกย4.8พันล.

17 ตุลาคม 2556

ผลศึกษารายได้ศูนย์คมนาคมพหลโยธินเร่งสรุปเสนอ‘ชัชชาติ’เคาะธ.ค.นี้

ผลศึกษารายได้ศูนย์คมนาคมพหลโยธินเร่งสรุปเสนอ‘ชัชชาติ’เคาะธ.ค.นี้

สนข.สรุปผลศึกษาศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ธ.ค.นี้ คาดรถไฟได้ค่าเช่ากว่า 4,800 ล้านบาทเตรียมสรุปผลศึกษาพัฒนาระบบเชื่อมต่อการเดินทางศูนย์คมนาคมพหลโยธินให้คมนาคมเดือนธ.ค.นี้ ระบุใช้ระบบบีอาร์ทีเชื่อมโครงข่ายภายใน คาดการณ์รถไฟได้รับผลตอบแทนจากค่าเช่ากว่า 4.8 พันล้านบาท

นายวิจิตต์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ผลการศึกษาด้านการลงทุนกิจการเชิงพาณิชย์ศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พื้นที่ทั้งหมด 2,325 ไร่ หากนำมาพัฒนาและให้สัมปทานจะเพิ่มมูลค่าที่ดินจาก 3,728 ล้านบาท เป็น 4,841 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46%

ขณะที่เอกชนผู้สนใจจะต้องลงทุนประมาณ 169,378 ล้านบาท และคาดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 487,830 ล้านบาท จากพื้นที่ทั้งหมด 196,434 ตร.ม.

ทั้งนี้ ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ ร.ฟ.ท.นั้น ทางกระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท.จะต้องหาข้อสรุปให้ได้ภายในปี 2557 ว่ารัฐจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด หรือหาเอกชนเข้ามาร่วมทุน โดยการก่อสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2560 ตามเป้าหมายที่จะดำเนินการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ

นอกจากนี้ การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับระบบเชื่อมต่อการเดินทางภายในบริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พบว่าการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดรองแบบบีอาร์ทีคุ้มค่าการลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือ รถรางในระดับพื้นดิน (TRAM) ระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Monorail) และระบบรถไฟฟ้า (AGT)

“ระบบการเดินทางในพื้นที่ที่จะเชื่อมต่อจำนวน 127.5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2,325 ไร่ โดยแนวทางที่เหมาะสม คือ บีอาร์ทีต่อเป็นรูฟระยะทางประมาณ 10.30 กิโลเมตร มีจุดขึ้นลงทั้งสิ้น 13 จุด ที่เหลือเป็นทางเดิน หรือบันไดเลื่อนเชื่อมกันทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่ใช้บริการหรือผู้ที่ทำงานบริเวณนั้นสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก โดยทางเชื่อมระบบบีอาร์ทีดังกล่าวจะก่อสร้างบริเวณใต้ดินของอาคารและพื้นที่ให้เช่าของการรถไฟฯ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปี 2558 และแล้วเสร็จในปี 2560 รองรับผู้ใช้วันละประมาณ 5,000 คน/เที่ยว” นายวิจิตต์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาจะรวบรวมผลการศึกษาทั้งหมดให้ สนข. เพื่อเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือน ธ.ค. 2556

นายวรวุฒิ มาลา ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้ปรับวิธีหารายได้เชิงพาณิชย์นอกเหนือจากรูปแบบเดิมที่ให้เช่า 30 ปี ซึ่งทำให้ ร.ฟ.ท.มีผลตอบแทนรายได้จากการเช่าที่ดินน้อยมาก โดยอาจจะปรับเป็นรูปแบบการร่วมทุนหรือรูปแบบอื่นที่จะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้เพิ่มขึ้นบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า หากนำที่ดินมาพัฒนาและให้สัมปทานในระยะเวลา 30 ปี ร.ฟ.ท.จะมีมูลค่าที่ดินเพิ่มเป็น 4,841 ล้านบาท หากไม่พัฒนาจะอยู่ที่ 3,728 ล้านบาท หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 46% ของมูลค่าที่ดินที่มีอยู่

ภายหลังการสัมมนารับฟังความเห็นครั้งที่2 งานศึกษาพัฒนาระบบการเชื่อมต่อการเดินทาง บริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ว่า หลังจากนี้ ทางบริษัทที่ปรึกษาจะรวบรวมผลการศึกษาทั้งหมดให้สนข.เพื่อเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือนธ.ค.2556 ซึ่งจากการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับระบบการเชื่อมต่อการเดินทางภายในบริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พบว่า การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดรองแบบบีอาร์ทีคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุดพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือ รถรางในระดับพื้นดิน (TRAM)ระบบรถไฟฟ้าขนาดเบา (Monorail) และ ระบบรถไฟฟ้า (AGT) ตามลำดับ

“ระบบการเดินทางในพื้นที่ที่จะนำมาพัฒนาระบบเชื่อมต่อจำนวน127.5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2,325 ไร่ โดยแนวทางที่เหมาะสมจะเชื่อมระบบบีอาร์ทีต่อเป็นรูฟ ระยะทางประมาณ 10.30 กิโลเมตร มีจุดขึ้นลงทั้งสิ้น 13 จุด ที่เหลือเป็น ทางเดิน หรือบันไดเลื่อนเชื่อมกันทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่ใช้บริการหรือผู้ที่ทำงานบริเวณนั้นสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก โดยทางเชื่อมระบบบีอาร์ทีดังกล่าวจะก่อสร้างบริเวณใต้ดินของอาคารและพื้นที่ให้เช่าของการรถไฟฯ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปี 2558 และแล้วเสร็จในปี 2560 รองรับผู้ใช้วันละประมาณ 5,000 คนเที่ยว” นายวิจิตต์ กล่าว

นายวิจิตต์ กล่าวว่า ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของร.ฟ.ท.นั้น ทางกระทรวงคมนาคมและร.ฟ.ท.จะต้อง หาข้อสรุปให้ได้ภายใน 2557 ว่ารัฐจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด หรือจะหาเอกชนเข้ามาร่วมทุน ซึ่งการก่อสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2560 ตามเป้าหมายที่จะดำเนินการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ

นอกจากนี้ ผลการศึกษาด้านการลงทุนกิจการเชิงพาณิชย์ในที่ดินของร.ฟ.ท.บริษัทที่ปรึกษาระบุว่า หากนำที่ดินมาพัฒนาและให้สัมปทานในระยะเวลา 30 ปี ร.ฟ.ท.จะมีมูลค่าที่ดินเพิ่มเป็น 4,841 ล้านบาท หากไม่พัฒนาจะอยู่ที่ 3,728 ล้านบาท หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 46% ของมูลค่าที่ดินที่มีอยู่ ขณะที่เอกชนผู้เช่าที่จะต้องลงทุนประมาณ 169,378ล้านบาท และคาดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 487,830 ล้านบาท จากพื้นที่ทั้งหมด 196,434 ตร.ม.

นายวรวุฒิ มาลา ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้ปรับวิธีการหารายได้เชิงพาณิชย์นอกเหนือจากรูปแบบเดิมที่ให้เช่า 30 ปี ซึ่งทำให้ร.ฟ.ท.มีผลตอบแทนรายได้จากการเช่าที่ดินน้อยมาก โดยอาจจะปรับเป็นรูปแบบการร่วมทุน หรือรูปแบบอื่นที่จะทำให้ร.ฟ.ท.มีรายได้เพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ