
เจ้าสัวซีพีมั่นใจศก.แย่ช่วงสั้น
เจ้าสัวธนินท์ เชื่อเศรษฐกิจไทยแย่แค่ระยะสั้น แนะภาครัฐเร่งขับเคลื่อน 4 ภาคธุรกิจหัวหอกดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวชงการตัดต่อยีนส์พิชสัตว์เร่งเพิ่มผลิต 10เท่าป้อนตลาดโลก หนุนรถไฟความเร็วสูงดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน
เจ้าสัวธนินท์ เชื่อเศรษฐกิจไทยแย่แค่ระยะสั้น แนะภาครัฐเร่งขับเคลื่อน 4 ภาคธุรกิจหัวหอกดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวชงการตัดต่อยีนส์พิชสัตว์เร่งเพิ่มผลิต 10เท่าป้อนตลาดโลก หนุนรถไฟความเร็วสูงดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยที่ไม่ดีในขณะนี้จะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่หากมองถึงอนาคตของไทยสดใสแน่นอน โดยรัฐบาลไทยต้องเร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจ 4 กลุ่ม คือ 1.ภาคการเกษตร 2.การท่องเที่ยว 3.อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และ 4.การส่งออก เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดี ต้องเร่งผลักดันภาคการเกษตร โดยต้องเพิ่มกำลังการผลิตพืชผลให้มากขึ้น รองรับความต้องการประชากรโลก 7,000 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไทยส่งเสริมการตัดต่อยีนในสินค้าเกษตรและสัตว์ กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น 10 เท่าจากปัจจุบัน เช่น ดูปองท์ ลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนาการตัดต่อยีนส์ใช้เวลา 7 นาทีเท่านั้น
“ประเทศต่างๆ ที่ร่ำรวยได้ เพราะพัฒนาเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม มีกำลังซื้อ เงินไหลสู่ภาคธุรกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ภาครัฐไม่ปล่อยให้สินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด สินค้าเกษตรราคาตก ค่าแรงต่ำ คนไม่มีกำลังซื้อ เงินเดือนข้าราชการน้อย” นายธนินท์ กล่าว
สำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาท การมีรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน หากมีเส้นทางขนส่งสินค้าเชื่อมโยงทุกประเทศอาเซียน จะได้เปรียบทางการค้ามหาศาล ทุกประเทศจะสนใจเข้ามาลงทุน ระบบเศรษฐกิจในต่างจังหวัดจะขยายตัว ไม่กระจุกตัวเฉพาะในกรุงเทพ เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นมีรถไฟชินคันเซน ส่งให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ การผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ขยายตัวนั้น เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้ท่องเที่ยวในไทยโดยไม่ต้องขอวีซ่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือจีน โดยเฉพาะทัวร์จีนที่มีกำลังการซื้อสูง แต่ภาษีนำเข้าสินค้าต่างๆ ก็ต้องลดลง เพื่อสร้างบรรยากาศการช็อปปิ้งและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ขณะที่การส่งออกของไทยต้องเน้นตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากกว่าในยุโรปและอเมริกา และรัฐต้องสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาครัฐต้องสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย กลาง ให้ก้าวสู่ตลาดอาเซียน และเอกชนต้องศึกษาผู้บริโภคและตลาดให้ดีก่อน
“การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องปลง หากการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนได้ 100% เพราะการเมืองไม่นิ่ง ยังขับเคลื่อนได้ถึง 60-70% เชื่อว่าจะไม่เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะไทยมีเงินและสินทรัพย์สะสมกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐ ติดอันดับ 23 ของโลก เป็นหนี้เพียงกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ” นายธนินท์ กล่าว







