posttoday
MBA "ดี" แต่ "แพง" นักธุรกิจรุ่นใหม่ถอดใจหันลุยเอง

MBA "ดี" แต่ "แพง" นักธุรกิจรุ่นใหม่ถอดใจหันลุยเอง

16 ตุลาคม 2556

สำหรับว่าที่ผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมากแล้ว การเรียนต่อระดับปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ)

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

สำหรับว่าที่ผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมากแล้ว การเรียนต่อระดับปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ) ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากคิดจะลงมือทำธุรกิจอย่างจริงจังและหวังผลในระยะยาว

ทว่า คอร์สเอ็มบีเอตามมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐก็อาจไม่ใช่การลงทุนสำหรับว่าที่นักธุรกิจทุกคนเสมอไป เนื่องด้วยค่าเรียนที่อาจสูงถึงกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ (กว่า 3.2 ล้านบาท) เฉพาะค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐปี 2551 ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในหลายประเทศ

ท่ามกลางตัวอย่างของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในแวดวงไอที แม้จะดร็อปเรียนมหาวิทยาลัย โดยใช้ประสบการณ์จริงลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เอ็มบีเอจึงถูกตั้งคำถามไม่น้อยในช่วงหลายปีมานี้ว่า คอร์สเรียนราคาแพงนี้ยังจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจอยู่หรือไม่

สำหรับ โอเวน บารา เจ้าของบริษัทดีไซน์ V7 ในกรุงดับลิน ผู้ประกอบการรายนี้มักจะเลือกสัมภาษณ์งานผู้ช่วยที่มีดีกรีเอ็มบีเออยู่กับตัวมากกว่า

เจ้าของบริษัทชาวไอริชให้เหตุผลย้อนไปถึงปัญหาที่ต้องเผชิญระหว่างการดำเนินธุรกิจในปี 2555 ที่ผ่านมาว่า ธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินไปนั้น ทำให้มือสมัครเล่นด้านธุรกิจอย่างตนไม่สามารถรับมือได้ทัน จากเดิมที่บริษัทซึ่งรับงานลูกค้ารายใหญ่ตั้งแต่อินเทล ไปจนถึงโกลด์แมน แซคส์ มีพนักงานเพียง 2 บริษัท ต้องเพิ่มพนักงานเป็น 12 คน ภายในเวลาแค่ 6 เดือน

บารา ยอมรับกับบีบีซีว่า ไม่สามารถจัดการกับความสำเร็จที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวได้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจรับที่ปรึกษาด้านการจัดการผู้มีดีกรีเอ็มบีเอเข้ามา เพื่อช่วยบริหารและวางทิศทางในอนาคตว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งคนที่ผ่านการเคี่ยวกรำคอร์สบริหารชั้นนำมานั้น จะรู้ดีว่าบริษัทกำลังสูญเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ตรงไหน จะบริหารเวลาให้คุ้มค่าขึ้นได้อย่างไร และจะวางแผนไปสู่อนาคตอย่างไร

ทว่า สำหรับ ฟิลิป เดล์ฟส์ นักเขียนและนักข่าวจากบรอธตัน แม้การเรียนเอ็มบีเอจะมีข้อดีอยู่มาก แต่ค่าเรียนที่แพงลิบลิ่วก็เป็นอุปสรรคสำคัญของหลายคน โดยระบุว่าการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ตั้งแต่ยังเด็กนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะรับมือกันได้ง่ายๆ

“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการก็คือ การเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ยังหนุ่มสาวไปพร้อมกับหนี้มหาศาล นี่คือหายนะที่จะรบกวนชีวิตคุณไปตลอด” เดล์ฟส์ กล่าวถึงหนี้จากค่าเรียนของตนเองกว่า 5.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.76 ล้านบาท)

ค่าเล่าเรียนมหาโหดเช่นนี้เอง จึงทำให้ เบรนเดน มัลลิแกน ผู้ประกอบการด้านไอทีหนุ่มชาวอเมริกัน ตัดสินใจพักการเรียนจากคอร์สเอ็มบีเอที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในอิลลินอยส์

ผู้ร่วมก่อตั้งคลัสเตอร์ บริษัทแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้แชร์อัลบั้มรูปได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ลองคำนวณว่าการเรียนเอ็มบีเอนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงถึงเฉลี่ยชั่วโมงละ 150 เหรียญสหรัฐ ดังนั้นเมื่อคิดว่าไม่คุ้ม เพราะเชื่อว่าน่าจะนำเงินนั้นไปเป็นทุนสนับสนุนการทำธุรกิจมากกว่า มัลลิแกน จึงตัดสินใจดร็อปเรียนเอ็มบีเอกลางทาง พร้อมให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการสายไอทีจะได้ประสบการณ์ที่มีค่าจริงจากการฝึกงานมากกว่า และควรเริ่มทำงานกับบริษัทเอสเอ็มอีขนาดเล็กก่อนที่จะขยับขยายไปยังองค์กรใหญ่

มุมมองดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเห็นของ โทเบียส วาน อัมสเทล หนุ่มดัตช์วัย 29 ปี เจ้าของเว็บไซต์โฆษณาบิลบอร์ดออนไลน์ ไซน์คลิก

“ผมแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นและพร้อมที่จะล้มไปก่อนกับบริษัทแรกก่อน คุณจะเรียนรู้ได้มากเท่าที่ต้องการ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเริ่มต้นใหม่กับบริษัทที่สอง และนี่ก็คือการศึกษาที่ดีที่สุด” อัมสเทล กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการมากประสบการณ์อย่าง อเล็กซ์ ฮอย วัย 44 ปี ซึ่งเคยผ่านงานกับดิสนีย์ และแมคคินซีย์มาก่อนนั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเลือกทางที่สุดโต่ง โดย อเล็กซ์ เลือกที่จะทำงานเพื่อเก็บเงินและเรียนรู้ประสบการณ์จริงในบริษัทต่างๆ ไปก่อนที่จะลงเรียนเอ็มบีเอในเวลาต่อมา เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดการทำธุรกิจในภายหลัง และไม่เชื่อเรื่องการลองผิดลองถูกเท่าไรนัก โดยแนะนำให้หาความรู้จากการทำงานกับนักธุรกิจจริง หรือลงเรียนเอ็มบีเอหากสามารถรับมือกับค่าเรียนได้

เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ทั้งเอ็มบีเอและประสบการณ์จริง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งคู่เพื่อความสำเร็จของธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท