posttoday
"ชีวิตเหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร"ของ"พอล ภัทรพล"

"ชีวิตเหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร"ของ"พอล ภัทรพล"

16 ตุลาคม 2556

“ภัทรพล ศิลปาจารย์” หรือ “พอล” เป็นที่รู้จักกันดีในวงการบันเทิงที่เป็นทั้งนักแสดง พิธีกร นักร้อง แม้ภายหลังจะเหลือทำงานในวงการบันเทิงเพียงพิธีกรเป็นหลักทั้งในรายการวีไอพี และพิธีกรอีเวนต์ เนื่องจากงานด้านอื่นต้องใช้เวลาในการทำงานนาน เพราะเป้าหมายสำคัญที่หนุ่มวัย 35 คนนี้คือ ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน ชีวิต เวลา สุขภาพ และความสุขของตัวเองและคนที่รัก ภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือตอนที่อายุ 37 ปีนั่นเอง

“ภัทรพล ศิลปาจารย์” หรือ “พอล” เป็นที่รู้จักกันดีในวงการบันเทิงที่เป็นทั้งนักแสดง พิธีกร นักร้อง แม้ภายหลังจะเหลือทำงานในวงการบันเทิงเพียงพิธีกรเป็นหลักทั้งในรายการวีไอพี และพิธีกรอีเวนต์ เนื่องจากงานด้านอื่นต้องใช้เวลาในการทำงานนาน เพราะเป้าหมายสำคัญที่หนุ่มวัย 35 คนนี้คือ ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน ชีวิต เวลา สุขภาพ และความสุขของตัวเองและคนที่รัก ภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือตอนที่อายุ 37 ปีนั่นเอง

ย้อนชีวิตของผู้ชายคนนี้ไปในขณะที่ชีวิตของเขาต้องผกผันจากเด็กที่จบชั้นมัธยมที่สหรัฐและมีคะแนนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นั่นได้ แต่ด้วยทางบ้านประสบปัญหาทางการเงินเมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เขาต้องกลับมาเรียนที่เมืองไทยจนกระทั่งจบบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และจบปริญญาโทที่ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พอล บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนทำให้เขาต้องการมีเงินจนกระทั่งมีอิสรภาพทางการเงินให้ได้

อิสรภาพทางการเงินคือต้องปล่อยให้เงินได้ทำงาน ดังนั้นรูปแบบของรายได้จะต้องเปลี่ยนไป โดยที่มาของรายได้ต้องมีการลงทุนในหุ้น มีสินทรัพย์ มีอสังหาริมทรัพย์ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับเขาทุกปี

จุดเริ่มต้นการลงทุนของเขาเกิดจากที่เพิ่งเข้าวงการเมื่ออายุ 19 ปี หรือ 16 ปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มมีรายได้จากวงการบันเทิงและได้ไปคุยกับนักวางแผนทางการเงินที่เมื่อบอกไลฟ์สไตล์การลงทุนไปที่ต้องการเกษียณอายุตอน 45 ปี ถ้ามีลูกต้องการให้ลูกไปเรียนเมืองนอก ใช้ชีวิตไปและคิดว่าจะเสียชีวิตอายุ 80 ปี ออกกำลังกายเล่นกอล์ฟ ฯลฯ ซึ่งเท่ากับต้องมีเงินให้ได้ 300 ล้านบาทถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน

พอลเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นโดยแบ่งหุ้นที่ซื้อขายระยะสั้นหรือรายวันบ้างประมาณ 80% และหุ้นปันผล 20% นอกจากนี้ยังซื้อกองทุนรวมด้วย โดยสัดส่วนการลงทุนทั้งพอร์ตของพอลแบ่งเป็นในตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์อย่างละ 50% ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

“การลงทุนช่วงแรกคงเหมือนคนทั่วไปที่ต้องแลกมาด้วยประสบการณ์การขาดทุน ซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่าก็ยังไปจอง แต่ได้ชั้น 2 ซึ่งก็ไม่ดีเท่ากับชั้นสูง ลงทุนในหุ้นก็แช่ไป ไม่มีการขายตัดขาดทุน จนมีขาดทุนเป็นหลักล้านบาท” เวลาผ่านไปทำให้ค่อยรู้หลักของตัวเองที่เมื่อขาดทุน 10% ขายไป เมื่อได้กำไร 10% ก็ขายไป เพราะพอใจกับสิ่งที่ได้ แต่ถึงตอนนั้นก็บอกกับตัวเองว่าถ้าเป้าหมายเกษียณ 300 ล้านบาท ด้วยเงินที่เฝ้าแต่ทำงานทุกอย่างไปและเงินลงทุนเท่านี้คงไม่ได้ จึงเริ่มตัดสินใจลงทุนในรูปแบบอื่นเพิ่ม เช่น การทำธุรกิจกับเพื่อนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพ

แต่พอลมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตเมื่อย้อนไป 3 ปีที่แล้วที่เขาไปเข้าคอร์สฟังวิทยากรผู้เขียนหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ทำให้พอลอยากได้ใช้ชีวิตแบบอิสรภาพทางการเงินที่ชัดเจน นั่นคือต้องพยายามหา สร้างสินทรัพย์ที่ทำให้เรามีอิสรภาพทั้งเวลา ชีวิต เงิน และสุขภาพได้ในคราวเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่มักมีเงินแต่ไม่มีเวลาที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง

วันนี้พอร์ตการลงทุนในหุ้นของพอลยังคงหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์อย่างละครึ่ง แต่พอร์ตหุ้นได้กลับข้างเป็นหุ้นปันผล 80% และหุ้นรายวันเพียง 20% โดยหุ้นปันผลแต่ละตัวต้องให้ปันผลเฉลี่ยต่อปี 79% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงพยาบาล ธนาคารพาณิชย์ ขนส่ง วัสดุและการก่อสร้าง ซึ่งจะมีการสำรวจพอร์ตทุกไตรมาสเพื่อมีเวลาศึกษาดูงบการเงินและปรับเปลี่ยนพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

เขาตั้งใจว่าพอร์ตการลงทุนของเขาต้องให้ผลตอบแทน 2030% ต่อปี และที่ผ่านมาก็สามารถทำได้

โจทย์หลักในชีวิตของพอลตอนนี้คือ “อิสรภาพ” และความฝันที่เขากำหนดไว้อย่างย่อในหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเล่มล่าสุดของเขาคือ “เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร” แผนระยะสั้นทำได้หมดแล้ว เช่น ซื้อรถ ซื้อนาฬิกายี่ห้อดัง แผนระยะกลางก็ทำได้ครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงให้เงินแม่เดือนละ 1 ล้านบาท หรือซื้อคอนโดมิเนียมย่านทองหล่อ ส่วนแผนระยะยาวยังเหลือไม่เท่าไร เช่น มูลนิธิที่ดูแลน้องๆ วิทยากรสอนเรื่องอิสรภาพทางการเงิน ฯลฯ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน