
"Yield Curve" เคลื่อนไหวแคบๆ รอการแก้ปัญหาในสหรัฐ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7-11 ต.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 295,080 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,016 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 24% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 205,764 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 49,980 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,480 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7-11 ต.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 295,080 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 59,016 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 24% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 205,764 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 49,980 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,480 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 3.7 ปี) LB21DA (อายุ 8.2 ปี) และ LB196A (อายุ 5.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 15,785 ล้านบาท 8,545 ล้านบาท และ 6,270 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB13O29A (อายุ 14 วัน) CB14109C (อายุ 91 วัน) และ CB14410B (อายุ 182 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 32,451 ล้านบาท 28,242 ล้านบาท และ 14,991 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF14NA (AA) มูลค่าการซื้อขาย 237 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ รุ่น A164A (BBB) มูลค่าการซื้อขาย 200 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน รุ่น GLOW218A (A) มูลค่าการซื้อขาย 174 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ค่อนข้างนิ่ง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น อายุน้อยกว่า 3 ปี ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลงในช่วงประมาณ 1 ถึง +3 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยนักลงทุนบางส่วนเริ่มชะลอการลงทุน หลังจากที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และประเด็นปัญหาการขยายเพดานหนี้ ที่จะถึงกำหนดในวันที่ 17 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายสัปดาห์เริ่มมีความคืบหน้าในการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจะเสนอให้ทำเนียบขาวขยายเพดานหนี้ระยะสั้นเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อแลกกับการเจรจาในวงกว้างว่าด้วยการใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้เริ่มเห็นแนวโน้มที่ปัญหาจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้บรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการประกาศแต่งตั้ง เจเน็ต เยลเลน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นเป็นประธาน Fed คนใหม่ ด้วยแนวคิดที่สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะยังไม่ลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ (QE) ในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตราสารหนี้ระยะยาว
สำหรับทิศทางภาวะตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์หน้า ตลาดต่างจับตาประเด็นความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหางบประมาณภาครัฐและปัญหาเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่กำลังจะชนเพดาน 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 17 ต.ค. นี้ ขณะที่ในไทยยังต้องติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. ในวันที่ 16 ต.ค. นี้อีกด้วย
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกัน 1,135 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,402 ล้านบาท ในขณะที่ ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 4,537 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 144 ล้านบาท







