
ทีวีดิจิตอลยังคลุมเครือดิ้นตุนสายป่านลดเสี่ยง
หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรียกผู้ประกอบการที่เข้าซื้อซองประมูลทีวีดิจิตอลจำนวน 33 รายเข้าพบเป็นรายบริษัทเมื่อวันที่ 9-11 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมามากมายในมุมของภาคเอกชน
หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรียกผู้ประกอบการที่เข้าซื้อซองประมูลทีวีดิจิตอลจำนวน 33 รายเข้าพบเป็นรายบริษัทเมื่อวันที่ 9-11 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมามากมายในมุมของภาคเอกชน
ทั้งนี้ คำถามหลักๆ ที่ถามกันมากคงจะหนี้ไม่พ้นเรื่องของโครงสร้างผู้ถือหุ้น ว่าครอบคลุมไปถึงคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ที่ห้ามทับซ้อนหรือเปล่า และเอกสารที่นำมายื่นต้องครอบคลุมไปถึงบริษัทลูกหรือไม่ รวมไปถึงการขอความชัดเจนค่าเช่าโครงข่าย เนื่องจากขณะนี้เอกชนแต่ละรายยังไม่สามารถเคาะราคาต้นทุนโดยรวมทั้งหมดออกมาได้
คำถามที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นไปในทิศทางเดียวกับนักวิชาการที่ออกมามองปัญหาการเปลี่ยนผ่านของระบบออกอากาศทีวีไทยจากอะนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิตอลว่า ณ เวลานี้ทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนได้แล้ว เพราะใกล้ถึงเวลาประมูลปลายปีนี้หรือไม่เกินเดือน ม.ค.ปีหน้า แต่ขณะนี้กลับยังไม่มีความชัดเจนในหลายเรื่องเลย
สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ในเรื่องของการห้ามผู้ประมูลถือครองสิทธิข้ามสื่อ ขณะนี้ผู้ประกอบการ ที่จะเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอลยังคงงงๆ กับเรื่องดังกล่าว เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการทำความผิด เนื่องจาก กสทช.จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติหลังการยื่นซองประมูล ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่จะมีการกำหนดกรอบของกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อกำหนดคุณสมบัติก่อนการประมูล
ตลอดระยะเวลา 910 ปีที่ทำการศึกษารายละเอียดเรื่องทีวีดิจิตอลในหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ สิขเรศ กล่าวว่า ไทยถือเป็นประเทศแรกที่มีขั้นตอนดำเนินการแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเทคนิค นโยบาย หรือโครงข่าย ซึ่งหากมองไปที่ระยะเวลาก่อนการประมูลต้องมีความชัดเจนได้แล้ว
นอกจากนี้ ในด้านของการสื่อสารไปยังภาคประชาชน ภาครัฐก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นๆ ที่สิขเรศได้ทำการศึกษารายละเอียดมา ภาครัฐจะมีการเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม โดยเฉพาะความชัดเจนในด้านของโครงข่าย เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการก้าวเข้าสู่การเป็นทีวีดิจิตอล เนื่องจากเอกชนต้องรู้ต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำมาคำนวณจุดคุ้มทุน
สิขเรศ กล่าวว่า 3 ค่า ที่เอกชนต้องนำมาคำนวณเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริง ประกอบด้วย 1.ค่าใบอนุญาต 2.อัตราค่าเช่าโครงข่าย และ 3.ค่าโอเปอเรชั่นคอร์ส (ต้นทุนการบริหารจัดการ) ซึ่งขณะนี้เอกชนที่ซื้อซองเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอลยังไม่สามารถคำนวณภาพรวมของต้นทุนได้
แม้ว่าขณะนี้จะมีปัญหาเกิดขึ้นรอบด้าน แต่ทางรอดสำหรับการก้าวผ่านไปสู่โลกทีวีดิจิตอลก็ยังมีให้เห็นอยู่ ทางออกนี้สิขเรศให้คำแนะนำว่า ต้องปวารณาตัวเองว่าไทยเป็นประเทศที่เล็กมาก จะใช้แนวคิดแบบมหภาคไม่ได้ เพราะโมเดลทีวีดิจิตอลของประเทศไทยเป็น “อเมซิ่งไทยแลนด์”
ดังนั้น การทำคอนเทนต์ต้องเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างว่าทีวีดิจิตอลมีข้อดีต่างไปจากทีวีอะนาล็อกอย่างไร เช่น ทำให้ประเทศไทยดีขึ้นอย่างไร ให้ความรู้ในด้านไหนบ้าง และคอนเทนต์แบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ชม เพราะไทยเลยจุดในด้านของการแข่งขันมาแล้ว เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคมีช่องทางที่รับชมคอนเทนต์รายการต่างๆ หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ยูทูบ หรือนิวมีเดีย
ด้าน ธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า กฎระเบียบที่เข้มเกินไปอาจทำให้เอกชนที่เข้าร่วมประมูล ขาดทุนเยอะ เพราะขณะนี้ทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะด้านต้นทุน และถ้าหากนำตัวเลขทั้งหมดมาคำนวณจริงๆ ราคาค่าเช่าโครงข่าย (มักซ์) อาจสูงกว่าราคาประมูลทีวีดิจิตอล
ในฐานะที่เคยเป็นนักธุรกิจ ธนาให้ความเห็นว่า อยากแนะนำให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอลคิดรอบด้าน และมีการวางแผนธุรกิจที่ดี เพราะช่วงแรกของการทำทีวีดิจิตอลต้องขาดทุนอยู่แล้ว หากใครมีสายป่านไม่ยาวพออาจลำบาก เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นตัวเลขของราคาโฆษณาว่าจะตั้งต้นราคาที่เท่าไหร่ หน่วยต่อนาทีจะเป็นอย่างไร และใช้เวลากี่ปีจะดีดตัวไปเทียบชั้นฟรีทีวี ซึ่งขณะนี้ราคาสูงปรี๊ด
นอกจากนี้ หากราคาโฆษณาต่อนาทีไม่ถึง 1 หมื่นบาท จะทำอย่างไร ทุนที่มีอยู่จะรองรับธุรกิจได้กี่ปี ปัญหาดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่เอกชนยังคงต้องคลำทางกันต่อไปว่าจะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
จากปัญหาที่ยังคิดไม่ตก สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการควรทำในขณะนี้ นอกจากการชี้แจงนัดสุดท้ายวันที่ 15 ต.ค. คือเตรียมความพร้อมและสายป่านให้ยาวพอรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด







