
ทีโอทียามไร้สัมปทานขาดทุน8พันล.
แต่ยังจ่ายโบนัสอีก1.2เดือน
ทุกบริการไร้อนาคตทำกำไรโพสต์ทูเดย์
— ทีโอที ขาดทุน 8,000 ล้านบาท แต่บอร์ดยังใจป้ำเล็งแจกโบนัสพนักงาน 1.2 เท่าของเงินเดือนแหล่งข่าวจากคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ทีโอทีกำลังเข้าสู่วิกฤตด้านรายได้อย่างหนัก เนื่องจากผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมาขาดทุนถึง 7,945 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้จากสัญญาสัมปทาน แต่การประชุมบอร์ดในวันที่ 30 เม.ย.นี้ กลับมีวาระการพิจารณาจ่ายโบนัสพิเศษงวดที่ 2 ให้พนักงานในอัตราไม่เกิน 1.2 เท่าของเงินเดือน ซึ่งการจ่ายเงินโบนัสงวดนี้ ทีโอที ได้กันเงินสำรองไว้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการของ ทีโอที ในปี 2552 มีรายได้รวม 71,008 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวม 60,549 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6,599 ล้านบาท แต่หากตัดส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานจำนวน 18,404 ล้านบาทออกไปแล้ว พบว่ารายได้จากการดำเนินงานของ ทีโอที เองอยู่ที่ 52,604 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่ามีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย 7,945 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ของ ทีโอที ลดลงอย่างต่อเนื่อง มาจากการลดลงของรายได้โทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์สาธารณะที่แทบจะไม่มีเลย เนื่องจากผู้ใช้บริการหันไปใช้โทรศัพท์มือถือ ขณะที่รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงได้ ส่วนการให้บริการโทรศัพท์ 3จี ปัจจุบันก็มีผู้ใช้เพียง 5 หมื่นรายเท่านั้น
“
ไม่ใช่ปีแรกที่ ทีโอที ประสบปัญหาในลักษณะนี้ เพราะกำไรที่เกิดขึ้นทุกปีเป็นกำไรที่มาจากรายได้สัมปทานทั้งนั้นหากลบรายได้จากสัมปทานออก ทีโอทีก็ขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวได้มีการหารือกันในที่ประชุมบอร์ด ทีโอที ทุกครั้ง เพื่อเร่งให้ ทีโอที ปรับตัวทั้งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ แต่ปัญหาใหญ่ของ ทีโอที คือไม่รู้จักการปรับตัวที่จะรับมือกับรายได้จากสัมปทาน โดยเฉพาะจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2558 รวมทั้งการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเก็บสัมปทานโดยตรง
ขณะที่โครงการขยายโทรศัพท์ 3จี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ก็ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติ เนื่องจาก ทีโอที ไม่ทำตามที่ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สั่ง คือลดวงเงินจาก 2.9 หมื่นล้านบาท เหลือ 2 หมื่นล้านบาทแต่กลับลดจำนวนสถานีฐานจาก 5,200 สถานีเหลือ 3,800 สถานี รวมทั้งลดสเปกอุปกรณ์อื่นๆ ลงด้วย







