
ธุรกิจเลบานอนแกร่งพลิกวิกฤติเป็นโอกาส
การทำธุรกิจนับได้ว่าเป็นการยืนอยู่บนความ ไม่แน่นอน เพราะหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
การทำธุรกิจนับได้ว่าเป็นการยืนอยู่บนความ ไม่แน่นอน เพราะหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น แน่นอนว่าจะต้องกระทบการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเหตุการณ์ความรุนแรงภายในประเทศที่ปะทุขึ้นในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ที่ส่งผลให้บรรดาบริษัทขนาดใหญ่อย่าง เจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งจ้างพนักงานในอียิปต์ไว้กว่า 1.4 หมื่นคน จำเป็นต้องปิดสำนักงานในสาขาไคโรชั่วคราวและหยุดการผลิต ในขณะที่อีเลคโทรลักซ์บริษัทผลิตเครื่องใช้ในบ้านก็ต้องถอนพนักงานและยุติการผลิตในไคโรชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบสำหรับบริษัทขนาดใหญ่กับเหตุการณ์นี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวและเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการผลิตที่หยุดลงในอียิปต์สามารถทดแทนได้ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศอื่นๆ ได้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กแล้ว หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ผลกระทบด้านลบจะเกิดกับธุรกิจอย่างรุนแรง
คริสทีน สเฟียร์ ประธานบริหารทรีทส์ โฮลดิ้ง ซึ่งทำธุรกิจร้านอาหารชื่อว่า “เซมซัม” เลบานอน ระบุว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศได้ส่งผลต่อการทำธุรกิจอย่างมาก
ทั้งนี้ เลบานอนตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลายาวนานถึง 15 ปี จนถึงปี 1990 ในขณะที่ผลกระทบจากสงครามกับอิสราเอลในปี 2006 และปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างซีเรียได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังมีอยู่ในภูมิภาค
สเฟียร์ เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้มีแผนที่จะเปิดสาขาร้านอาหารแห่งใหม่ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนอย่างยิ่งใหญ่ โดยเชิญนักธุรกิจชื่อดัง บุคคลที่มีชื่อเสียงและสื่อเพื่อมาทำข่าว ทว่า เพียง 2 วันก่อนถึงวันงาน มีความไม่สงบเกิดขึ้นใกล้กับกรุงเบรุต ทหารขับรถถังไปมากลางเมืองหลวง ทำให้งานที่จะจัดยิ่งใหญ่กลับต้องเหลือเพียงการรับประทานอาหารเย็นมื้อเล็กๆ เท่านั้น
“ฉันรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในการจัดงานฉลอง ขณะที่มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้น” สเฟียร์ กล่าวพร้อมระบุว่า หากดำเนินไปตามแผนที่วางไว้จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเซมซัม
ขณะที่ เอมิลี โควลี ประธานแฟรนไชส์เวอร์จิน เมกะสโตร์ในเลบานอน ระบุว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับธุรกิจขายปลีกอย่างเช่น เวอร์จิน เมกะสโตร์ที่ต้องอาศัยการอยู่รอดจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาและการจับจ่ายจากนักท่องเที่ยว
หลังจากสงครามกับอิสราเอลปี 2006 ผู้ประท้วงได้ปักหลักที่จัตุรัสมาร์ตทรีส์เป็นเวลากว่า 6 เดือน ซึ่ง 1 ใน 10 ร้านของเวอร์จิน เมกะสโตร์ในเลบานอน ตั้งอยู่ในจัตุรัสแห่งนั้น ซึ่งหมายความว่าคนที่ต้องการซื้อของจำเป็นต้องเดินผ่านกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อเข้าร้าน และแน่นอนว่าไม่มีใครเดินเข้าร้านแม้แต่คนเดียว
“การทำธุรกิจยากมาก เราอยู่ในภาวะวิกฤตตลอดเวลา รายได้ก็ลดลงอย่างมาก ทำให้เราต้องปรับตัว เราจำเป็นต้องเลื่อนการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ลดรายจ่าย ต่อรองราคาค่าเช่า ลดจำนวนพนักงาน ลดระยะเวลาทำงาน และลดจำนวนการสั่งสินค้า” โควลี กล่าว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความไม่แน่นอนภายในประเทศได้ส่งผลให้สเฟียร์มองที่จะทำธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ร้านอาหารเซมซัมมีสาขาในคูเวต ซาอุดิอาระเบีย และกาตาร์แล้ว โดยสเฟียร์ยังมีเป้าหมายต่อไปว่าจะขยายธุรกิจไปที่อเมริกาเหนือ
“ฉันไม่คิดว่าเลบานอนจะมีเสถียรภาพในช่วงชีวิตที่ฉันยังอยู่ ดังนั้น เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง ก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนระยะยาว” ประธานบริหารทรีทส์ โฮลดิ้ง
“การเปิดร้านในต่างประเทศทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค นอกจากจะเพิ่มความมั่นคงแล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้ธุรกิจเติบโตอีกด้วย อีกทั้งยังทำให้รู้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราก็ยังอยู่ตรงนั้นได้” สเฟียร์ กล่าว
เช่นเดียวกันกับโควลีที่มีร้านในซาอุดิอาระเบีย ก็ระบุว่า ได้กำไรจากร้านในซาอุดิอาระเบียค่อนข้างมั่นคง และยอมรับว่าการทำธุรกิจก็ง่ายกว่า เนื่องจากตัวแปรทุกอย่างสามารถควบคุมได้
ทว่า เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงไม่ปิดสาขาในเลบานอน ชายเจ้าของแฟรนไชส์เวอร์จิน เมกะสโตร์ในเลบานอน ระบุว่า เพราะเป็นคนเลบานอน และอยากจะสนับสนุนประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าสถานการณ์คลี่คลายจะมาถึง แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไรก็ตามที







