
น้ำท่วมความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ข่าวที่ได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา คงเป็นปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใน 41 จังหวัด กระทบพื้นที่การเกษตร 3.2 ล้านไร่ และประชาชน 1.022 ล้านครัวเรือน ได้รับผลกระทบ นัยว่ามีผู้เสียชีวิต 37 คน โดยภาคตะวันออกที่ครั้งที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำท่วมค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และบางอำเภอของ จ.ชลบุรี สำหรับ จ.ปราจีนบุรี ครั้งนี้เจอหนักกว่า ที่ อ.กบินทร์บุรี ปริมาณน้ำสูงสุดในรอบ 50 ปี
ข่าวที่ได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา คงเป็นปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใน 41 จังหวัด กระทบพื้นที่การเกษตร 3.2 ล้านไร่ และประชาชน 1.022 ล้านครัวเรือน ได้รับผลกระทบ นัยว่ามีผู้เสียชีวิต 37 คน โดยภาคตะวันออกที่ครั้งที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำท่วมค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และบางอำเภอของ จ.ชลบุรี สำหรับ จ.ปราจีนบุรี ครั้งนี้เจอหนักกว่า ที่ อ.กบินทร์บุรี ปริมาณน้ำสูงสุดในรอบ 50 ปี
สำหรับด้านอุตสาหกรรม จากข้อมูลวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม มีเพียงนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ที่น้ำทะลักเข้าไปท่วมถนนในพื้นที่โครงการ แต่มีการบริหารจัดการป้องกันได้ดี จากข้อมูลที่ได้รับ โรงงานในนิคมฯ สามารถเดินเครื่องจักรและดำเนินการได้ตามปกติ มีเพียงบางโรงงานในช่วงที่น้ำท่วมอาจลดกำลังการผลิต เนื่องจากบ้านของคนงานส่วนใหญ่น้ำท่วม และการขนส่งวัตถุดิบอาจขลุกขลัก เพราะถนนทางเข้านิคมฯ น้ำท่วมและการจราจรติดขัดมาก แต่สถานการณ์คลี่คลายไปมากแล้ว
ปัญหาน้ำท่วมได้กลับมาเป็นปัญหาความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ปกติจะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ (1) ปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (2) ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ และ (3) ปัจจัยจากภัยธรรมชาติ ปัจจัยดังกล่าวจะสลับสับเปลี่ยนลำดับความสำคัญตามสถานการณ์ในขณะนั้นๆ แต่ ณ ขณะนี้ ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจทั้ง 3 ปัจจัย ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ลำพังเศรษฐกิจโลกชะลอตัวก็ส่งผลให้ภาคส่งออกช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.03 จากที่ประเมินว่าน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 77.5 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอุตสาหกรรม บริการ และภาคเกษตรที่เกี่ยวข้อง และยังทำให้รายได้ของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรลดลง ส่งผลต่อการใช้จ่ายการบริโภคในประเทศให้ต่ำลงไปด้วย ขณะเดียวกันการเมืองในประเทศที่เงียบไประยะหนึ่ง ก็เริ่มกลับมาเพิ่มดีกรีความเสี่ยงของเศรษฐกิจ ซึ่ง กปท. (กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ) เดิมปักหลักอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล แต่หลังจาก ครม.ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นเวลา 9 วัน กลุ่มผู้ชุมนุมก็ย้ายไปที่สวนลุมพินี ซึ่งการชุมนุมจะเพื่อด้านการเมืองหรือเพื่อปากท้อง ก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่หากถึงขั้นต้องเผชิญหน้ากันและกลายเป็นความจลาจลวุ่นวาย ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศ และดูเหมือนว่าปัญหานี้ยังคงอึมครึมต่อไป
นอกจากนี้ ตัวเลขความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ที่กล่าวข้างต้น ดูเหมือนว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แม้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีพายุขนาดใหญ่เข้ามาในช่วงนี้ และคาดว่าคงไม่หนักหนาเหมือนปี 2554 แต่ภาพน้ำท่วมใหญ่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมายังหลอกหลอน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพราะกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลามาก ค่าซ่อมแซมทั้งบ้านเรือน เครื่องจักร โรงงาน ยังเป็นหนี้สินใช้กันยังไม่หมด หากเกิดซ้ำสองคงไม่ต้องพูดถึงกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาน้ำท่วมคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ซึ่ง พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท คงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการตามแผน โดยกำหนดความสำคัญก่อนหลัง และอย่าลืมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่แท้จริงให้กับประชาชนและนักลงทุนได้ทราบ เพื่อที่จะเรียกความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังเป็นแหล่งที่น่าลงทุนอยู่







