
ปลดชนวนวิกฤตการคลังสหรัฐหนุนหุ้น
ปลายสัปดาห์ก่อน ข้อเสนอจากพรรครีพับลิกันให้ขยายเพดานหนี้สหรัฐจากวันที่ 17 ต.ค. ไปจนเป็นวันที่ 22 พ.ย. ได้ปลดชนวนวิกฤตการคลังสหรัฐ ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้น ส่วนทองร่วง
ปลายสัปดาห์ก่อน ข้อเสนอจากพรรครีพับลิกันให้ขยายเพดานหนี้สหรัฐจากวันที่ 17 ต.ค. ไปจนเป็นวันที่ 22 พ.ย. ได้ปลดชนวนวิกฤตการคลังสหรัฐ ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้น ส่วนทองร่วง
อย่างไรก็ดี การปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนยังคงยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามา ต้องการให้ขยายเพดานหนี้ออกไปให้ยาวกว่านั้น และยังคงจุดยืนเดิม ห้ามแตะ “โอบามาแคร์” การเจรจาต่อรองคงจะเข้มข้นต่อไป อาจถึงขั้นเลยวันที่ 17 ต.ค. โดยที่อาจยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องขยายเพดานหนี้ชั่วคราว ความผันผวนจึงอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง
แต่เชื่อว่า ถึงที่สุดแล้วเราจะผ่านวิกฤตการคลังครั้งนี้ไปได้ หน่วยงานภาครัฐจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ขณะที่เพดานหนี้สหรัฐจะถูกยกขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก
ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตามตลาดหุ้นโลก โดยมีแนวต้านสำคัญแถว 1,480 และ 1,520 จุด ทั้งนี้บริเวณ 1,500 จุดขึ้นไป น่าจะมีแรงขายจากทริกเกอร์ฟันด์หลายกองทุนที่ทำผลตอบแทนถึงเป้าหมาย
เมื่อวิกฤตการ คลังสหรัฐผ่านไปนักลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจกับผลประกอบการไตรมาส 3 ที่เริ่มต้นจากหุ้นสถาบันการเงินภายในวันที่ 21 ต.ค. ส่วนหุ้นที่มิใช่สถาบันการเงินจะทยอยรายงานกำไรตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. จนถึงเส้นตายในวันที่ 15 พ.ย.
เศรษฐกิจที่แผ่วต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกจะทำให้กำไรภาพรวมชะลอ แต่ยังคงมีหุ้นส่วนหนึ่งที่กำไรจะโดดเด่นในครึ่งปีหลัง เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น AOT CENTEL ที่หนุนโดยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตของคนชั้นกลางในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ กระแส AEC ส่วนหุ้น THCOM ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนช่องสัญญาณไม่เพียงพอ แม้รวมดาวเทียมไทยคม 6 ที่จ่อยิงก่อนสิ้นปีนี้
นอกเหนือจากเรื่องผลประกอบการ ต้องตามเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้2 ล้านล้านบาท ที่คงผ่านรัฐสภา แต่ต้องไปลุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญหากผ่านด่านนี้ไปได้ การลงทุนเมกะโปรเจกต์จะกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยเด่นขึ้นอีกครั้ง
ยังคงแนะนำหาจังหวะเก็บหุ้นที่กำไรมีความแน่นอนสูง แถมปันผลก็สูงด้วย เช่น INTUCH BTS และหุ้นที่มีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น LH JAS CPN HMPRO SPGC QH TICON โครงสร้างทางการเงินจะแข็งแรงมากขึ้น จ่ายปันผลได้มากขึ้น และมีเงินทุนกลับไปลงทุนในโครงการใหม่เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับมายังผู้ถือหุ้นในระยะถัดไป







