
โจทย์ใหญ่"ทยานแผ่นดิน"
“สำนักงานอัยการสูงสุด” (อสส.) ได้กลับมาเป็นที่กล่าวขานในทางการเมืองอีกครั้งภายหลัง “จุลสิงห์ วสันตสิงห์” อดีตอัยการสูงสุด
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“สำนักงานอัยการสูงสุด” (อสส.) ได้กลับมาเป็นที่กล่าวขานในทางการเมืองอีกครั้งภายหลัง “จุลสิงห์ วสันตสิงห์” อดีตอัยการสูงสุด ได้ส่งท้ายก่อนเกษียณอายุราชการด้วยการไม่สั่งฟ้อง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อศาลในข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
สาระสำคัญในเหตุผลของอัยการสูงสุดที่ให้อดีตนายกฯ ทักษิณไม่ต้องขึ้นศาล คือ การโฟนอินเข้ามาของ พ.ต.ท.ทักษิณ มายังที่ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถือเป็นการกระทำนอกราชอาณาจักรไทย กฎหมายของไทยเอาผิดไม่ได้
“ถ้าผู้กระทำผิดไม่ได้อยู่ในประเทศไทย โอกาสยากมากที่จะบอกว่าเป็นตัวการร่วม ถ้าเขาจะทำอะไรก็คนที่อยู่ในประเทศเป็นคนทำ กำลังวังชาของคนที่พูดอยู่ต่างประเทศมันไม่มีโอกาสที่เป็นตัวการร่วมได้เลยในทางทฤษฎีและในความเห็นของอัยการด้วย ถึงแม้เป็นผู้สนับสนุนก็เถอะ...
...เรื่องนี้เป็นความผิดนอกราชอาณาจักร นอกเหนืออำนาจอัยการสูงสุดที่จะพิจารณา ถ้าประธานไปตะโกนอยู่ต่างประเทศ แต่ถ้าคนในประเทศมันไม่ทำ ก็คือมันไม่ทำ มันทำด้วยกำลังกาย กำลังใจของตัวเอง เรามองอย่างนั้น” นี่คือคำชี้แจงของอดีตอัยการสูงสุด
การให้ความเห็นของอัยการในกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พ้นจากพันธนาการในคดีก่อการร้ายไปโดยปริยาย เนื่องจากคดีการก่อการร้ายนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับความผิดต่อรัฐ ซึ่งประมวลวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้เป็นหน้าที่ของอัยการเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของรัฐในการฟ้องคดี
ต่างกับคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเองได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 หากเกิดกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดี เหมือนกับคดีโครงการหวยบนดินและการจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงที่ ป.ป.ช.ต้องฟ้องคดีต่อศาลฎีกาด้วยตัวเอง เพราะมีความเห็นไม่ตรงกับอัยการสูงสุด
แม้แต่ “คณิต ณ นคร” อดีตอัยการสูงสุด ยังยอมรับว่าเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องก็ถือว่าทุกอย่างจบแล้ว ทำได้เพียงการตรวจสอบการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุดผ่านการร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้สอบสวนได้ว่าการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่
ผลจากการปลดล็อกให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เริ่มมีการจับตาว่าในวันที่ 31 ต.ค. “อรรถพล ใหญ่สว่าง” อัยการสูงสุดคนใหม่จะมีความเห็นอย่างไรในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวหา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกฯ ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับน้องอัยการสูงสุดป้ายแดงว่าขอให้นำบรรทัดฐานที่เคยวินิจฉัยว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบคดีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสมาพิจารณาเทียบเคียงกับคดีของ “อภิสิทธิ์สุเทพ” ด้วย ซึ่งครั้งนั้นอัยการให้ความเห็นว่าผู้ว่า กทม. มีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ป.ป.ช. ไม่ใช่ดีเอสไอ
สถานการณ์แบบนี้เท่ากับว่า ในระยะยาวการทำงานของอัยการภายใต้การนำของ“อรรถพล” ต้องตกอยู่ในภาวะอึดอัดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะต้องถูกฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคอยจับตามองทุกฝีก้าว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความกินแหนงแคลงใจต่อการพิจารณาคดีของอัยการเป็นทุนเดิมก่อนหน้านี้
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากการไม่ต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาเมื่อปี 2554 ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร จากเดิมศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น มูลค่า 546 ล้านบาท มีลักษณะเลี่ยงภาษี
เวลานั้นมีกระแสเรียกร้องให้อัยการนำคดีเข้าไปสู้กันต่อในศาลฎีกาเพื่อให้ศาลสูงสุดได้วางบรรทัดฐานเกี่ยวกับคดีภาษี แต่ได้รับการปฏิเสธ ส่งผลให้คดีต้องจบลง ซึ่งล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้เอาผิดกับ “จุลสิงห์”
เช่นเดียวกับ “คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291” เมื่อปี 2555 โดย “วรินทร์ เทียมจรัส” อดีต สว.สรรหา ได้ยื่นเรื่องไปที่อัยการสูงสุดตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
ทว่า กลับไม่มีเสียงตอบรับจากอัยการจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ตามที่ได้มีผู้ร้องเข้ามา ปรากฏว่าอัยการสูงสุดต้องเรียกประชุมในวันที่ 7 มิ.ย. พร้อมกับมีความเห็นว่าจะไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาระหนักของ “อรรถพล ใหญ่สว่าง” ทนายแผ่นดินคนใหม่ที่ต้องเผชิญ







