
สินเชื่อแบงก์ชะลอคาดปีนี้โต10-12%
สินเชื่อช่วงที่เหลือของปี 2556 ประคองการเติบโต พร้อมจับตาโจทย์ท้าทายของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะยาว
สินเชื่อช่วงที่เหลือของปี 2556 ประคองการเติบโต พร้อมจับตาโจทย์ท้าทายของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะยาว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2556 ภาพรวมการดำเนินธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ อันได้แก่ การปล่อยสินเชื่อ ยังสามารถประคับประคองการเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่องจากสิ้นปี 2555
ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2556 พบว่า เงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (หักรายได้รอตัดบัญชี) มีจำนวนทั้งสิ้น 9.56 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2555 ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียดจากข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 2/2556 แล้ว พบว่า การเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการสินเชื่อของรายย่อยที่ยังคงเติบโตได้กว่า 18.5% (YoY) (แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยจากระดับ 22.6% ณ สิ้นปี 2555) นำโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เติบโตได้ราว 25.6% (YoY) จากการทยอยส่งมอบรถยนต์ตามโครงการรถยนต์คันแรก และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เติบโต 12.2% (YoY) สอดคล้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ สินเชื่อภาคธุรกิจ เติบโตเร่งขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 10.8% (YoY) ณ สิ้นปี 2555 มาที่ระดับ 11.2% (YoY) ในไตรมาส 2/2556 ตามแรงหนุนหลักจากสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่วนสินเชื่อของผู้ประกอบการรายใหญ่เติบโตชะลอลงตามผลของฐานที่สูงในปี 2555 และการหันไประดมเงินทุนผ่านช่องทางอื่นๆ ของผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วน
แนวโน้มสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยปี 2556...เผชิญความท้าทายในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตมากขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 10-12%
สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปี 2556 เชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศยังน่าจะสามารถประคับประคองการเติบโตในอัตราเลข 2 หลักไว้ได้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ระดับ 11.0% (กรอบคาดการณ์ 10.0-12.0%) แม้ว่าธนาคารพาณิชย์อาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในการประคองโมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อ ท่ามกลางหลากหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกดดันต่อความต้องการสินเชื่อในระยะถัดไป ทั้งในมิติของสินเชื่อผู้ประกอบการและสินเชื่อรายย่อย โดยมีรายละเอียดดังนี้
--> สินเชื่อผู้ประกอบการ...อาจเติบโตชะลอลงไปจบสิ้นปี 2556 ที่ 9.0% ตามแรงส่งเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และผลของฐานที่สูงในช่วงท้ายปี 2555
เมื่อพิจารณาภาพรวมสินเชื่อภาคธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 แล้ว เชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยที่จะส่งผลให้ความต้องการเบิกใช้สินเชื่อชะลอตัวลง ได้แก่
- ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทั้งในมิติของการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเมื่อผนวกกับแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลงตามการใช้จ่ายของครัวเรือนไทยแล้ว ก็อาจหมายถึงความต้องการเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจ ทั้งสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อเพื่อการลงทุนระยะยาวในปี 2556 ที่อาจเติบโตได้ไม่สดใสนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2557 ตามการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความคืบหน้าของแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ
- ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุนของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งในส่วนของตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ อันเป็นสาเหตุหลักที่กดดันให้ความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบการรายใหญ่เติบโตในอัตราที่ชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา และทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสินเชื่อธุรกิจในภาพรวม
--> สินเชื่อรายย่อย...อุณหภูมิการแข่งขันในภาพรวมลดลง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้สินเชื่อเพื่อลูกค้ารายย่อยจะยังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2556 อย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะเห็นอัตราการเติบโตที่แผ่วลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2556 เนื่องจากครัวเรือนมีการเร่งใช้จ่ายและก่อหนี้ในช่วงก่อนหน้าตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ประกอบกับการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้เล่นรายอื่นในตลาดที่น่าจะชะลอความรุนแรงลง จากความกังวลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้
อย่างไรก็ดี เมื่อลงในรายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะยังคงเห็นแต่ละธนาคารพาณิชย์ทยอยออกแคมเปญตามตลาดหลักของแต่ละธนาคารที่มีความชำนาญ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ดังนี้
- สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คาดว่าอาจเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่เลขหลักเดียว หรือราว 9.5% (กรอบคาดการณ์ 8.0-11.0%) เทียบกับ 11.7% ในปี 2555 ซึ่งภาพการชะลอตัวดังกล่าว นอกจากจะเป็นผลจากฐานที่สูงในปี 2555 แล้ว คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากนโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เร่งขึ้น และความร้อนแรงในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในการนำเสนอโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการและอำนาจซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองใหญ่ คงช่วยประคองให้การขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมมีความต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ต่อเนื่องปี 2557
- สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปี 2556 คงเข้าสู่ภาวะการปรับฐาน หลังการส่งมอบรถยนต์ตามโครงการรถยนต์คันแรกเสร็จสิ้นลง ท่ามกลางอุปสงค์ต่อสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่น่าจะหดตัวต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2557 แม้ว่าค่ายรถยนต์จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านส่วนลด/ราคา/อัตราดอกเบี้ย ที่เมื่อคำนวณเป็นเม็ดเงินแล้วจะใกล้เคียงกับโครงการรถคันแรก เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถก็ตาม ประกอบกับสถาบันการเงินผู้ให้เช่าซื้อเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาเครดิตของลูกค้ามากขึ้น เพื่อควบคุมความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจชะลอ และภาระหนี้โดยรวมของครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์น่าจะจบปี 2556 ด้วยอัตราการเติบโตที่ประมาณ 18.0% จากปีก่อน (กรอบคาดการณ์ 16.0 - 21.0%) เทียบกับการเติบโตถึง 34.0% ในปี 2555
- สินเชื่อบัตรเครดิตในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ราว 13.5% (กรอบคาดการณ์ 11.0 - 15.0%) ต่อเนื่องจากปีก่อน ตามการเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยและเทศกาลท่องเที่ยวของประชาชนในช่วงท้ายปี สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น ทั้งการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ และเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น ผนวกกับการชะลอตัวของอุปสงค์ในองค์รวม อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทั้งธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ระมัดระวังการขยายฐานลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีสัดส่วนภาระหนี้โดยรวมในเกณฑ์สูง และถือบัตรเครดิตหลายใบ
- สินเชื่อส่วนบุคคล เชื่อว่า ความระมัดระวังการใช้จ่ายของครัวเรือน ผนวกกับการส่งสัญญาณเตือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และการบริหารคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงินด้วยความระมัดระวัง น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชะลอความร้อนแรงของการแข่งขันเพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดระหว่างผู้ประกอบการลงได้บ้าง โดยสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ในปี 2556 อาจเติบโตได้ราว 24.0% (กรอบคาดการณ์ 18.0 - 28.0%)
โดยในช่วงที่เหลือของปี 2556 นี้ ความท้าทายของธนาคารพาณิชย์ไทยคงอยู่ที่การประคองโมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินเชื่อให้ไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย ทั้งการฟื้นตัวของภาคส่งออกและภาคการผลิตที่ยังไม่มั่นคง ตลอดจนความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนซึ่งทรงตัวในระดับสูง อันจะทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ต้องวางแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น รวมถึงลดการออกแคมเปญที่อาจมีส่วนกระตุ้นการก่อหนี้ที่ไม่สอดรับกับความสามารถในการชำระคืนของลูกค้า เพื่อให้การเติบโตของสินเชื่อเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่อภาคธุรกิจจะยังไม่มีสัญญาณการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนก็ตาม
ปัจจัยท้าทายของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะปานกลาง-ยาว: การเปิดเสรีธุรกิจธนาคารในระดับที่มากขึ้น และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจธนาคารในตลาดต่างประเทศ
--> แนวโน้มการเปิดเสรีธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในระดับที่มากขึ้น คงมีส่วนเพิ่มบทบาทของธนาคารต่างชาติในอุตสาหกรรมธนาคารไทย ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติสามารถเข้ามาจัดตั้งสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศไทย (Subsidiaries) หรือการยืดหยุ่นให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นในธนาคารพาณิชย์ไทยในสัดส่วนที่มากกว่า 25% ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partnership) เป็นรายกรณีไป ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนเพิ่มบทบาทของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติในตลาดการเงินไทยด้วยระดับที่มากน้อยแตกต่างกัน นอกจากนั้น เมื่อต่อภาพไปถึงปี 2557 แล้ว ธปท.ยังมีแผนที่จะอนุญาตให้มีผู้ให้บริการรายใหม่ในระบบสถาบันการเงิน อาทิ สถาบันการเงินที่ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ สถาบันการเงินอิสลาม เพื่อปิดช่องว่างการให้บริการทางการเงิน ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 ขณะเดียวกัน การเจรจาตกลงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต Qualified ASEAN Bank (QAB) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ผ่านหลักเกณฑ์สามารถทำธุรกิจในประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมมาตรฐานดังกล่าวได้ภายในปี 2563 ก็น่าจะมีความคืบหน้าเป็นลำดับด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ การเปิดเสรีธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นคงส่งผลให้การแข่งขันของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป ทวีความเข้มข้นทั้งในมิติด้านราคาและคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางการเงินของหุ้นส่วนธนาคารต่างชาติกับความเข้าใจในลูกค้า (Know Your Customer) ของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งประเด็นดังกล่าวนอกจากเป็นโจทย์สำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปรับตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตแล้ว อีกมุมหนึ่งนั้นก็คงเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่จะสามารถเลือกบริการทางการเงินได้อย่างตรงตามความต้องการ ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลเองคงต้องก้าวทันการกำกับดูแลนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อปิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยด้วยเช่นกัน
--> แนวโน้มการปรับกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์ไทยเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดลูกค้าไทยที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศ หลังจากก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าไทยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นแล้ว ยังอาจเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสามารถต่อยอดการสร้างรายได้ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยได้อีกด้วย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งคงจะเริ่มเห็นช่องทางในเข้าไปให้บริการธุรกรรมทางการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการกับธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากพิจารณายอดเงินลงทุนของไทยโดยตรงในต่างประเทศ (Outward FDI) ใน 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าประเทศไทยมี ยอดเงินลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะยอดเงินลงทุนของไทยโดยตรงในกลุ่มประเทศในอาเซียนมีการเติบโตในระดับสูงกว่า 20% ต่อปี มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2551-2554 (อ้างอิงจากข้อมูล ธปท) ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคอาจยังมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่คาดว่าในอนาคตหากสภาวะเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการเปิดเสรีอาเซียนในด้านต่างๆ แล้วยอดเงินลงทุนในต่างประเทศนี้น่าจะมีแนวโน้มเติบโตได้อีก ซึ่งคงส่งผลให้มีความต้องการสินเชื่อในต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารพาณิชย์ไทยจะประสบความสำเร็จจากการขยายตลาดในต่างประเทศคงต้องอาศัยความแข็งแกร่งของธนาคารเองเช่นกัน ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์คงต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยง การบริหารต้นทุนการให้บริการ การรักษาระดับเงินกองทุนให้มีความแข็งแกร่ง รวมถึงสภาพคล่องเงินสกุลต่างประเทศที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตจากการให้บริการธุรกรรมในต่างประเทศได้







