posttoday
แนะกลยุทธ์ธุรกิจไทยเมื่อมาเลยเป็น High Income Country

แนะกลยุทธ์ธุรกิจไทยเมื่อมาเลยเป็น High Income Country

11 ตุลาคม 2556

มาเลเซียในปัจจุบันยืนอยู่แถวหน้าของประชาคมอาเซียนและกำลังผลักดันต้นแบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model : NEM) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การก้าวไปสู่การเป็น High Income Country ภายในปี 2563

มาเลเซียในปัจจุบันยืนอยู่แถวหน้าของประชาคมอาเซียนและกำลังผลักดันต้นแบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model : NEM) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การก้าวไปสู่การเป็น High Income Country ภายในปี 2563

เส้นทางการจะเป็นประเทศพัฒนาของมาเลเซีย คือการยกระดับรายได้ต่อหัวของประชาชน อัตราการรู้หนังสือ คุณภาพชีวิต และการเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ยกระดับทักษะแรงงานขึ้นมาเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมที่เน้นการวิจัยพัฒนา (R&D) และการต่อยอดผลิตภัณฑ์

หลักสำคัญของแผน NEM คือการเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อปี (GDP per capita) จากปัจจุบัน 10,353 เหรียญสหรัฐ (ประเทศไทยประมาณการรายได้ต่อหัวต่อปีในปี 2556 อยู่ที่ 5,864 เหรียญสหรัฐ) เป็น 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 นั่นหมายถึง ประชากรโดยรวมจะมีกำลังซื้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการมีมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการระดับพรีเมียม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ล้วนต้องยกระดับขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ใช้บริการระดับ HighEnd

นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แผนในกระดาษของรัฐบาล ทางบริษัท เคพีเอ็มจี ส่งพนักงานไปประจำที่ประเทศมาเลเซียเพื่อดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องหลายปี เราติดตามพัฒนาการและเห็นลูกค้าทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ และอาหารแสดงความสนใจในตลาดนี้ ยังไม่นับรวมธุรกิจขนาดเล็กและการค้าข้ามชายแดนที่ไม่ได้มีธุรกรรมมากขนาดต้องตั้งโรงงานผลิต หรือลงทุนขนาดใหญ่

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ได้ประกาศเพิ่มมาตรการช่วยเหลือพลเมืองเชื้อสายมาเลย์และชนพื้นเมืองที่เรียกโดยรวมว่าภูมิบุตร (Bumiputra) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยและเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งคิดเป็น 68% ของประชากร 29.3 ล้านคน โดยรัฐบาลจะตั้งกองทุน 1 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 9.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการศึกษา ที่พักอาศัย และการดำเนินชีวิตแก่กลุ่มภูมิบุตร ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้า ประเภทอุปโภคและบริโภคโดยรวมสูงขึ้น

ที่กล่าวมานี้ มีความหมายอย่างไรต่อธุรกิจไทย

แน่นอนว่าเมื่อประเทศกำลังจะก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ค่าครองชีพ และต้นทุนโดยรวมย่อมเพิ่มขึ้นตามมา ท่านต้องพิจารณาดูว่าโอกาสของตลาดกับต้นทุนสำหรับธุรกิจของท่านเป็นอย่างไร

ธุรกิจอะไรที่นักลงทุนไทยควรให้ความสนใจ

m ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ประเทศมาเลเซียประกาศตัวเป็น Global Halal Hub และได้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล (Halal Park) 20 แห่ง เพื่อดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติที่สนใจลงทุนในธุรกิจอาหารฮาลาล โดยเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้จากการส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี สิทธิหักค่าลดหย่อน 2 เท่า และสิทธิประโยชน์สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล นอกจากนี้มาเลเซียยังเป็นประเทศที่มีมาตรฐานสินค้าฮาลาลที่กลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีสมาชิก 57 ประเทศให้การยอมรับ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนไทยจะได้ต่อยอดธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเออีซีเพื่อเพิ่มโอกาสในการก้าวไปสู่ตลาดฮาลาลอื่นๆ ในกลุ่ม OIC อีกด้วย

m ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพและสปา เพราะในปัจจุบันประเทศมาเลเซียมีสัดส่วนของประชากรวัยทำงานถึง 40% ซึ่งเป็นกลุ่มที่เริ่มใส่ใจเรื่องของสุขภาพและมีรายได้ที่แน่นอน ถึงแม้ว่าบริการด้านสุขภาพจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจหลักภายใต้ NEM แต่ด้วยประสบการณ์และความชำนาญของผู้ประกอบการไทยน่าจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านมาเลเซียตะวันออก (รัฐซาบาร์และรัฐซาราวัก) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีธุรกิจบริการด้านสุขภาพอยู่ไม่มากนัก

m ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การปฏิบัติตามแผน NEM จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสในการลงทุนในส่วนของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียม โรงแรมระดับ 45 ดาว และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

การขยับขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วของมาเลเซียน่าจะส่งผลต่อการทำธุรกิจของชาติต่างๆ ทั้งในแง่บวกและลบไม่มากก็น้อย บทความนี้จึงอยากให้ท่านคำนึงถึงปัจจัยนี้ไว้ในแผนธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของท่านเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งไม่ว่าท่านจะไปทำธุรกิจที่มาเลเซียหรือไม่ก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน