
ทีวีดิจิตอลส่อไม่คึก
การประมูลทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ช่วงปลายปีนี้ หรือเดือน ม.ค.ปีหน้า ท่าจะไม่คึกคักเหมือนกับที่ซื้อซองเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาซะแล้ว
การประมูลทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ช่วงปลายปีนี้ หรือเดือน ม.ค.ปีหน้า ท่าจะไม่คึกคักเหมือนกับที่ซื้อซองเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาซะแล้ว
โดยครั้งนั้นมีผู้ซื้อซองประมูลถึง 33 ราย 49 ซอง แบ่งเป็น ซื้อซองประมูลช่องคมชัดสูง หรือเอชดี 12 ซอง ซื้อซองช่องมาตรฐาน หรือเอสดี ประเภททั่วไป 17 ซอง เอสดีช่องข่าว 12 ซอง และเอสดีซองเด็กเยาวชนและครอบครัว 8 ซอง ในจำนวนนี้มี 2 รายซื้อไปรายละ 4 ซอง เกินข้อกำหนดประมูลได้รายละ 3 ช่อง เท่ากับว่ามี 2 ซองต้องทิ้งไป การแข่งขันก็จะเป็น 33 ราย 47 ซอง
ดังนั้น เมื่อเทียบจำนวนผู้ซื้อซองต่อช่องที่เปิดประมูล เอชดี 7 ช่อง เอสดีทั่วไป 7 ช่อง ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 3 ช่อง จำนวนซองที่ซื้อต่อจำนวนช่องที่เปิดประมูลเทียบกันแล้วเป็นจำนวนซองที่มากกว่าเกือบเท่าตัวหรือมากกว่าเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม จากต้นทุน ราคาเริ่มประมูลช่องเอชดี 1,510 ล้านบาท เอสดีทั่วไป 380 ล้านบาท ข่าว 220 ล้านบาท และช่องเด็ก 140 ล้านบาท เมื่อรวมกับค่าเช่าโครงข่าย ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. วันที่ 14 ต.ค.นี้ ค่าเช่าโครงข่ายใช้ออกอากาศช่องเอสดีเดือนละ 4.75 ล้านบาท และค่าเช่าช่องเอชดีเดือนละ 15 ล้านบาท
ทำให้ต้นทุนประมูลปีแรกรวมค่าเช่าโครงข่ายช่องเอสดีอยู่ที่ 300-500 ล้านบาท ช่องเอชดีกว่า 1,700 ล้านบาท เมื่อต้องรวมแล้วกว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลา 3-5 ปี และต้องมีค่าใช้จ่ายผลิตรายการออกอากาศ 24 ชั่วโมง รวมแล้วผู้ประมูลแต่ละรายจะต้องลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยจำนวนเงินที่ซื้ออนาคตมากขนาดนี้ จึงประเมินว่าผู้ประมูลส่วนใหญ่คงหวังกันแค่รายละ 1 ช่อง ยกเว้นขาใหญ่เช่นช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 9 ดังนั้นการประมูลทีวีดิจิตอลครั้งนี้จึงน่าจะกร่อยกว่าช่วงซื้อซองประมูลแน่







