
สับรัฐล้วงตับแบงก์ชาติตั้งกองทุนมั่นคงแห่งชาติ (ตอนจบ)
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ถามต่อว่า...
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ถามต่อว่า...
คำถามที่สี่ ถ้ารัฐบาลไทยเกิดจะตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขึ้นจริงๆ รัฐบาลควรจะเคลียร์บัญชีกับ ธปท.อย่างไร
ธปท.เป็นองค์กรที่ไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะไปลงทุนแบบตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติด้วยตัวเอง และก็ไม่เห็นว่ามีธนาคารกลางของประเทศใดที่ทำหน้าที่นี้ เขาต้องแยกไปเพื่อให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกันทั้งสิ้น
การที่รัฐบาลไทยจะเอาเงินทุนสำรองจาก ธปท. เพื่อไปใช้ตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาตินั้น รัฐบาลไม่ควรจะหยิบฉวยไปเอง ถ้าทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการทำลายวินัยทางการเงิน ต่างประเทศจะขาดความเชื่อถืออย่างฉับพลัน
หากรัฐบาลจะเอาทุนสำรองจาก ธปท. รัฐบาลจะต้องออกพันธบัตรเป็นเงินสกุลบาทตามอัตราดอกเบี้ยตลาด เพื่อให้แก่ ธปท. เป็นการแลกกับทุนสำรองที่รัฐบาลต้องการ รัฐบาลต้องทำอย่างนี้เท่านั้น และหากการบริหารกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขาดทุน ก็ต้องให้เป็นภาระโดยตรงเฉพาะของรัฐบาล ต้องไม่ให้เป็นภาระ ธปท.
หากกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขาดทุน รัฐบาลก็ต้องไปหาวิธีขึ้นภาษีเอาเอง ดังนั้นเมื่อตั้งหลักการให้ถูกต้องไว้เช่นนี้ ก็จะเห็นได้ว่าในขณะนี้รัฐบาลไทยไม่ได้มีฐานะที่จะตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติแต่อย่างใด
การที่ อำพน กิตติอำพน ประธาน ธปท. ใฝ่ฝันให้ ธปท.ตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ จึงน่าจะเป็นความฝันมากกว่าความจริง
ไม่ควรใช้ทุนสำรองของประเทศ เพื่อแบ่งเบาภาระที่รัฐบาลต้องกู้เงินจากต่างประเทศ
นอกจากเรื่องกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติแล้ว อำพนยังมีการศึกษาที่จะใช้ทุนสำรองทางการ เพื่อแบ่งเบาภาระที่รัฐบาลต้องกู้เงินจากต่างประเทศ
ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ผมได้รับคำแนะนำจาก วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธาน ธปท. ว่ารัฐบาลควรจะใช้วิธีออกพันธบัตรรัฐบาล แต่แทนที่จะออกเป็นสกุลบาท ให้ออกเป็นสกุลดอลลาร์เพื่อขายให้ ธปท. นำเงินทุนสำรองทางการไปลงทุน
ตามวิธีคิดของวีรพงษ์นั้น ขณะนี้ ธปท.นำเงินทุนสำรองไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐเป็นหลักอยู่แล้ว ซึ่งสหรัฐก็จ่ายดอกเบี้ยต่ำ
แทนที่จะทำอย่างนั้น วีรพงษ์เห็นว่า ธปท. ควรจะนำเงินทุนสำรองไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลไทยแทน นัยว่าวิธีนี้จะทำให้รัฐบาลมีแหล่งเงินกู้มหาศาล ไม่ต้องไปง้อนักลงทุนต่างประเทศใดๆ อาศัยแหล่งเงินจากทุนสำรองได้อย่างสบาย รัฐบาลนอกจากจะมีแหล่งเงินกู้ที่สะดวกแล้ว ยังจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำเท่ากับรัฐบาลสหรัฐ
รัฐบาลจะได้รับประโยชน์เต็มๆ ส่วน ธปท.ก็ไม่เสียประโยชน์อะไร เพราะก็จะยังได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม ส่วนในเรื่องความเสี่ยงก็คงไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะเท่ากับ ธปท. ให้กู้แก่รัฐบาลไทย
การที่อำพนให้ข่าวเรื่องนี้ คงเป็นไปตามแนวคิดของวีรพงษ์ กล่าวคือ ในการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น บางส่วนรัฐบาลจะออกพันธบัตรเป็นสกุลดอลลาร์ขายให้ ธปท.
ถ้าเอาเงินทุนสำรองไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เคยออกขายไว้ก่อนหน้านานแล้ว ซึ่งเป็นสกุลดอลลาร์ก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าทำตามแผนดังกล่าวแบบเป็นล่ำเป็นสันก็ไม่แตกต่างอะไร จากการที่รัฐบาลบี้เอาเงินกู้ไปจาก ธปท. ซึ่งจะทำให้เสียวินัยทางการเงินอย่างหนัก
ผมเคยสอบถามความเห็นของประสารเกี่ยวกับแนวคิดนี้ ประสารแจ้งให้ผมทราบว่า ในอดีตเคยมีบางประเทศในละตินอเมริกาที่ทำแบบนี้ ปรากฏว่าเจ๊งอย่างหนักครับ เพราะปัญหาที่หนึ่ง ทุนสำรองจะขาดสภาพคล่อง เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลของประเทศตัวเอง ย่อมไม่มีตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ดังเช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ปัญหาที่สอง นโยบายดังกล่าวยังทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างหนัก ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล เพราะในบางช่วงเวลาธนาคารกลางอาจจะจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อธนาคารกลางลดดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนตัวลง และเมื่อค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนตัวลง หนี้รัฐบาลที่เป็นสกุลดอลลาร์ เมื่อแปลงเป็นค่าเงินท้องถิ่น ก็จะเพิ่มสูงขึ้น และจะกระทบต่อฐานะของรัฐบาลโดยตรง
ปัญหาที่สาม นโยบายดังกล่าวทำให้เงินลงทุนในทุนสำรอง ไม่ใช่ทรัพย์สินต่างประเทศอย่างแท้จริง เพราะเป็นการวกวนเอาเงินกลับมาลงทุนภายในประเทศ ดังนั้นจึงเป็นการเอาความเสี่ยงทุกอย่างมากระจุกตัวอยู่ในที่เดียวกัน เป็นการเอาไข่ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในตะกร้าเดียวกัน
นโยบายดังกล่าวหากเป็นจริง จึงจะเป็นอันตรายแก่ฐานะของประเทศอย่างมาก
นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการ ธปท. ได้ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า เปิดเผยถึงแนวคิดของอำพน ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด ธปท.) ที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยและใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท โดยยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะอดีตผู้ว่าการ ธปท. และอดีต รมว.คลัง ในหลายสมัยก็มีแนวคิดนำเงินทุนสำรองออกมาใช้เพื่อการลงทุนอยู่แล้ว แต่จะต้องแก้กฎหมายของพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ก่อน
อย่างไรก็ตาม การจะนำเงินทุนสำรองมาลงทุนพันธบัตรรัฐบาลไทยถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นพันธบัตรที่มีความมั่นคงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลของประเทศอื่น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีการจ่ายในอัตราที่สูงกว่าด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ประธานบอร์ด ธปท. จะนำเงินทุนสำรองในส่วนใดออกมาใช้ในปริมาณเท่าใด เนื่องจากปัจจุบันเงินทุนสำรองดังกล่าวที่มีอยู่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งออกเป็น 2 บัญชี ประกอบด้วย บัญชีของฝ่ายบริหารทุนสำรอง 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และบัญชีฝ่ายออกบัตรอีก 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จึงยังไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ออกมาได้ แต่ในเบื้องต้นหากจะนำเงินทุนสำรองมาใช้ประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่มีปัญหา
ถ้าจะเอาเงินทุนสำรองฯ จากฝ่ายออกบัตรมาใช้สัก 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาใช้ทำได้หรือไม่นั้น ผมว่าทำได้ คือต้องให้รัฐบาลออกพันธบัตรมาถือไว้แทน เพราะปัจจุบันประเทศไทยน่าลงทุนมากกว่าออกไปถือลงทุนในต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยแข็งแรงกว่า ผลตอบแทนดอกเบี้ยดีกว่า แต่การจะทำเช่นนี้ได้ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. ปี 2551 ก่อน
ทั้งนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศในปัจจุบันของไทยอยู่ที่ระดับ 1.725 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีฐานะสัญญาการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) อีก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็น 1.925 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากพิจารณาจากเงินทุนสำรองฯ ทั้งสองกอง คือ กองของฝ่ายกิจการธนาคาร 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนนี้ยังมีภาระส่วนที่กำไรและขาดทุนจากความจำเป็นที่ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทและดูแลความผันผวนในตลาดการเงิน ส่วนกองของฝ่ายออกบัตรหรือทุนสำรองเงินตรา 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีบัญชีผลประโยชน์ประจำปีและบัญชีผลประโยชน์สะสม รวมถึงเงินและทองคำบริจาคของหลวงตามหาบัวฯ อยู่ในนี้ด้วย







