
ออนไลน์ก็ขาดออฟไลน์ไม่ได้น่ะ!
ดูเหมือนว่า “ดิจิตอล” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ เหตุก็มาจากระบบอินเทอร์เน็ต และระบบ 3G เริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแทบจะทุกเวลา และทุกพื้นที่ ส่งผลให้การสื่อสารถึงกันของคนเราเปลี่ยนไปด้วย
ดูเหมือนว่า “ดิจิตอล” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ เหตุก็มาจากระบบอินเทอร์เน็ต และระบบ 3G เริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแทบจะทุกเวลา และทุกพื้นที่ ส่งผลให้การสื่อสารถึงกันของคนเราเปลี่ยนไปด้วย
จากอดีตที่เราเคยคุ้นชินกับการใช้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กในการพูดคุยผ่านห้อง Chat Room ตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อพูดคุยกับคนที่อยู่ไกล ถัดมาก็มาเป็นโปรแกรม ICQ โปรแกรม Instant messaging ที่เคยเป็นที่นิยมกันในช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นที่ฮิตสุดๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น MSN ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลใน Email ของผู้เล่นได้ทำให้สะดวกในการพูดคุยกันมากขึ้น จน Facebook ก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกออนไลน์ ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกในการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้นด้วยการใช้ฟังก์ชัน Chat ที่ติดมาด้วยกับ Facebook แต่พอเข้ามาสู่ยุคสมาร์ทโฟนครองเมืองเช่นปัจจุบัน แอพพลิเคชันอย่าง What’s app, Line และ We Chat จึงเป็นโปรแกรมแชตที่สมาร์ทโฟนแทบทุกเครื่องจะต้องมีติดไว้
ถึงแม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนของจำนวนผู้ใช้ที่ลดลงของ ICQ และ MSN แต่เราก็ทราบถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของแอพพลิเคชันอย่าง What’s App, Line และ WeChat โดยตัวเลขล่าสุดของจำนวนผู้ใช้งานทั้ง 3 เจ้าใหญ่นี้ มี What’s App เป็นแชมป์อยู่ โดยมีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่ที่ 300 ล้านคน ตามมาด้วย WeChat จากประเทศจีนที่จำนวนคนใช้งานประมาณ 235 ล้านคน ซึ่ง 80% ของผู้ใช้งานแอพนี้เป็นคนจีน (เพียงประมาณ 40 ล้านคน ที่ไม่ใช่คนจีน) ส่วน Line ที่กำลังมาแรงมีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน
(ตาราง 1)
สำหรับประเทศไทยนั้น ถึงแม้ What’s App จะเป็นโปรแกรมแชตผ่านสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมอย่างมากพร้อมๆ กับกระแสฮิตสมาร์ทโฟนแบรนด์แบล็คเบอร์รี่ แต่ช่วงหลังๆ ก็เริ่มจะแผ่วๆ ลงไปแล้ว ซึ่งน่าจะมาจากความนิยมในตัวแบล็คเบอร์รี่ลดลง รวมทั้งการบุกตลาดของ WeChat ที่ได้ทำการโปรโมตอย่างหนักตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว โดยได้ผสมผสานการใช้สื่อประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งโฆษณาทางโทรทัศน์ นิตยสาร สื่อเคลื่อนที่ (Transit) สื่อในห้าง (Instore) และตามเว็บไซต์ อีกทั้งยังใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นคนดังระดับโลก อย่าง ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลของบาร์เซโลนา ในไทยก็ใช้ดาราดังอย่างอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ มาช่วยกระตุ้นให้มีการโหลดใช้งานกันมากยิ่งขึ้น
(ตาราง 2)
มาถึงแอพพลิเคชันยอดฮิตของคนไทยอย่าง Line ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานที่เป็นคนไทยถึง 18 ล้านคน มีการพัฒนาระบบการใช้งาน และผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่อย่างเงียบๆ ไม่มีการโปรโมตหรือโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น อาศัยเพียงปากต่อปาก และผู้ใช้ต่อผู้ใช้ในการโปรโมตแอพเท่านั้น แต่เชื่อว่าถ้าหาก Line มีการทำการตลาดในวงกว้างด้วยก็จะเหมือนเสือติดปีก ซึ่งจากข้อมูลของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือ ฟิลิปปินส์ นั้น Line มีการทำการตลาด และออกภาพยนตร์โฆษณาในโทรทัศน์เพื่อโปรโมตแบรนด์อย่างจริงจัง ทำให้ Line ก้าวมาเป็นผู้นำแอพพลิเคชันในการแชตได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าในประเทศไทยเอง Line ก็อาจจะมีการทำการตลาดในเร็วๆ นี้
ก็ยังคงต้องรอดูต่อไปว่าทั้ง 3 แอพพลิเคชันเพื่อการแชตรายไหนจะเบียดเป็นแชมป์ได้ในที่สุด แต่สิ่งที่เราเรียนรู้ได้อย่างหนึ่ง ก็คือหาก Software/Application นั้นอยู่นิ่งๆ แล้วรอให้ผู้บริโภคเข้าไปใช้งานเหมือนอย่างที่ ICQ และ MSN ทำมาในอดีตนั้น ก็จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนใจ และเลิกใช้ Application เหล่านั้นได้โดยง่ายแล้วตายไปในที่สุด แต่ถ้าสามารถสร้างให้ผู้บริโภคได้รู้สึกว่า Application นั้นเป็นเสมือน Brand ที่ทำการสื่อสาร และสร้าง Engagement กับผู้บริโภคได้ก็นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้าง loyalty ให้กับตัว Application ได้ทางหนึ่งเหมือนกัน
ท้ายสุดนี้ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่แบรนด์ต่างๆ กระโจนเข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น แต่สินค้าที่อยู่ในโลกออนไลน์ อย่าง Line และ WeChat ก็ได้กระโดดเข้ามาสื่อสารกับผู้บริโภคในโลกออฟไลน์ อย่างสื่อในโทรทัศน์ และนิตยสาร เป็นต้น ซึ่งแสดงให้ถึงการสื่อสารที่ต้องพึ่งพากันระหว่างสื่อออนไลน์ และออฟไลน์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเข้าถึงตัวผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เปิดรับข้อมูล และข่าวสารทั้งจากออนไลน์ และออฟไลน์ไปพร้อมๆ กัน







