
ธุรกิจถ่านหินกับโซลาร์รูป
หลายปีมานี้เราจะเห็นการตื่นตัวทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพยายามหาแหล่งพลังงานทางเลือก หลังจากราคาน้ำมันถ่านหินในช่วงหลายปีก่อนพุ่งกระฉูด เท่าที่ผมจำได้ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปมากกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาถ่านหินก็ขึ้นเอาๆ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทไปซื้อเหมืองถ่านหินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อินโดนีเซีย พม่า มองโกเลีย พอเศรษฐกิจโลกพุ่งเกิด Hamburger Crisis ที่สหรัฐในปี 2551 ตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้ราคาพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว จากราคาที่เคยไปทำ High ที่ 140 เหรียญสหรัฐต่อตัน หล่นปุ๊ลงมา 4060 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะถ่านหินลดลงอย่างมาก หลายบริษัทถึงกับมีผลประกอบการที่ขาดทุน บริษัทที่เดิมทำธุรกิจอื่นอยู่พบเห็น ธุรกิจถ่านหินดีก็แห่มาทำ ในที่สุดก็พลอยแย่ไปกับเขาด้วย ยิ่งมีปัจจัยอื่นมาเสริมทำให้ราคาพลังงานจากนี้ไปน่าจะไม่เห็นการเหวี่ยงขึ้นแรงๆ ได้อีก จากปัจจัยดังต่อไปนี้
หลายปีมานี้เราจะเห็นการตื่นตัวทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพยายามหาแหล่งพลังงานทางเลือก หลังจากราคาน้ำมันถ่านหินในช่วงหลายปีก่อนพุ่งกระฉูด เท่าที่ผมจำได้ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปมากกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาถ่านหินก็ขึ้นเอาๆ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทไปซื้อเหมืองถ่านหินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อินโดนีเซีย พม่า มองโกเลีย พอเศรษฐกิจโลกพุ่งเกิด Hamburger Crisis ที่สหรัฐในปี 2551 ตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้ราคาพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว จากราคาที่เคยไปทำ High ที่ 140 เหรียญสหรัฐต่อตัน หล่นปุ๊ลงมา 4060 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะถ่านหินลดลงอย่างมาก หลายบริษัทถึงกับมีผลประกอบการที่ขาดทุน บริษัทที่เดิมทำธุรกิจอื่นอยู่พบเห็น ธุรกิจถ่านหินดีก็แห่มาทำ ในที่สุดก็พลอยแย่ไปกับเขาด้วย ยิ่งมีปัจจัยอื่นมาเสริมทำให้ราคาพลังงานจากนี้ไปน่าจะไม่เห็นการเหวี่ยงขึ้นแรงๆ ได้อีก จากปัจจัยดังต่อไปนี้
1) เศรษฐกิจของสหรัฐยังฟื้นตัวแบบช้าๆ ขณะที่ยุโรปเราได้เห็น Bottom ไปแล้ว ส่วนจีนยังมีภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ดูแล้วมีญี่ปุ่นที่เห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชินโสะ อาเบะ กับนโยบายธนู 3 ดอก และยังมีข่าวดีที่ได้รับคัดเลือกเป็นประเทศเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเป็นทางการในปี 2563 ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและสร้างระดับความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี เราคงคาดหวังว่าจะมีการสร้างสาธารณูปโภค รวมทั้งโรงแรม สนามกีฬาใหม่ ในกรุงโตเกียว และปริมณฑล เพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาที่จะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว
2) การรณรงค์เรื่อง Low Carbon เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและ Global Warming เป็นเรื่องที่หลายประเทศหันมาออกกฎเกณฑ์ลงโทษอุตสาหกรรมที่ปล่อย Carbon ออกมา และให้รางวัลกับธุรกิจที่ลดการใช้ Carbon จนถึงกับมีธุรกิจตัวกลางซื้อขายคาร์บอนระหว่างอุตสาหกรรมที่ปล่อย Carbon กับอุตสาหกรรมที่ลด Carbon โดยประเทศในกลุ่ม EU มีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างเข้มข้น มีการเรียกเก็บค่าปล่อย Carbon ของเครื่องบินทุกสายการบินที่บินผ่านน่านฟ้าของประเทศยุโรป ซึ่งยังเป็นเรื่องคาราคาซังอยู่ เพราะว่าประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐและจีน ไม่เห็นด้วยและจะไม่ยอมให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมนี้
3) ประธานีธิบดีสหรัฐประกาศว่า จะไม่ส่งเสริมธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินอีกต่อไป หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็ออกมาประกาศว่าต่อไปนี้ IMF จะไม่สนับสนุนธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเช่นกัน
4) Shale Gas และ Shale Oil เป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่พบมากในหลายประเทศ โดยจีนและสหรัฐมีสำรอง Shale Gas มากที่สุดในโลก ส่วน Shale Oil ค้นพบมากในรัสเซีย อาร์เจนตินา แอลจีเรีย และสหรัฐ ถ้ามีเทคโนโลยีในการขุดเจาะนำขึ้นมาใช้ โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยต้นทุนที่ถูกลง จะทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกไม่ขึ้นไปอย่างที่เราได้เห็นในปี 2551 แต่การลงทุนวางท่อทั่วประเทศก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงเช่นกัน อย่าลืมนะครับว่า สหรัฐกับจีน 2 ประเทศนี้อุปโภคพลังงานมากที่สุดในโลก ถ้า 2 ประเทศนี้เอาจริงเอาจังที่จะใช้แหล่งพลังงานนี้จากประเทศของตัวเอง Demand ของพลังงานเดิมๆ ก็จะลดลงอย่างมากเลยทีเดียวนะครับ
เกริ่นมาตั้งนาน ผมของเข้าเรื่อง Solar Roof ดีกว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าจากลาว ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซจากต่างประเทศ
โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feedin Tariff (FIT) ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนโครงการ โดยรอบแรกการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ กฟภ. รับซื้อที่ 200 เมกะวัตต์ แต่ปรากฏว่ามีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมเสนอขายไฟฟ้า 600MW โดยแยกเป็นกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย 1,368 ราย และกลุ่มอาคารและโรงงาน 1,285 ราย ปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีการตั้งราคารับซื้อไม่เหมาะสมแพงเกินไป ราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นราคาที่เมื่อประกาศแล้ว มีคนมาขายไฟฟ้าประมาณ 150% ไม่ใช่ 300% อย่างที่เห็น ทำให้รัฐเสียงบประมาณที่ต้องนำมาอุดหนุนโครงการนี้มากไป ถึงตั้งราคารับซื้อต่ำ รัฐยังสามารถขยายปริมาณไฟฟ้าที่รับซื้อได้อีกมากในปริมาณเงินที่เท่ากัน ถ้าผมเป็นผู้ตั้งราคาผมจะรู้สึกละอายใจมากที่ตั้งราคาดังกล่าว
ส่วนตลาดหุ้นไทยยังคงต้องลุ้นระทึกว่าภายในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ทางรัฐสภากับประธานาธิบดีสหรัฐจะตกลงกันได้หรือไม่ อย่างไรช่วงนี้ถ้า Set Index ลงมาแถว 1,400 จุด บวกลบเป็นจุดที่น่าทยอยซื้อเพื่อการลงทุนข้ามปีนะครับ







